หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์
1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นับเป็นหน่วยงานหลักของการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ตามนโยบายของรัฐบาลและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 ดังกล่าวข้างต้น
หน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์โดยตรงได้แก่
- สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- กรมส่งเสริมการเกษตร
- กรมวิชาการเกษตร
- กรมพัฒนาที่ดิน
- กรมประมง
- กรมปศุสัตว์
- สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
และมีหน่วยงานที่สนับสนุนได้แก่
- กรมส่งเสริมสหกรณ์
- กรมชลประทาน
- สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

1.1 สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กองนโยบายเทคโนโลยีการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในด้านนโยบายและแผนการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนซึ่งรวมถึงการเกษตรอินทรีย์ (กลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืน โทร. 0-2282-1124)
1.2 กรมส่งเสริมการเกษตร
ภายในกรมส่งเสริมการเกษตร มีหน่วยราชการที่ทำงานการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์โดยตรง ได้แก่ กลุ่มงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร
(โทร. 0-2955-1515) นอกจากนี้ในกรมส่งเสริมการเกษตรมีหน่วยงานที่จะสนับสนุนการเกษตรอินทรีย์ได้อย่างมากคือ ส่วนบริหาร
ศัตรูพืช สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรซึ่งศูนย์บริหารศัตรูพืช จำนวน 9 ศูนย์ ดังนี้
ศูนย์บริหารศัตรูพืชที่ 1 จังหวัดชัยนาท
ศูนย์บริหารศัตรูพืชที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี
ศูนย์บริหารศัตรูพืชที่ 3 จังหวัดชลบุรี
ศูนย์บริหารศัตรูพืชที่ 4 จังหวัดขอนแก่น
ศูนย์บริหารศัตรูพืชที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา
ศูนย์บริหารศัตรูพืชที่ 6 จังหวัดสงขลา
ศูนย์บริหารศัตรูพืชที่ 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ศูนย์บริหารศัตรูพืชที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่
ศูนย์บริหารศัตรูพืชที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก
ศูนย์บริหารศัตรูพืชเหล่านี้ จะมีบทบาทอย่างมากในการสนับสนุนการดำเนินงานเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในด้านของการอารักขาพืชด้วยชีววิธี ศูนย์เหล่านี้ จะให้ความรู้แก่เกษตรกรในด้านการใช้แมลงและสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งมีหน้าที่ในการผลิตและขยาย
พันธุ์สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ในการอารักขาพืช ด้วยชีววิธี อันจะเป็นการช่วยให้เกษตรอินทรีย์มีความสำเร็จได้มาก
1.3 กรมวิชาการเกษตร
โครงการเกษตรอินทรีย์ และสถาบันพืชอินทรีย์ เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเป็นการภายใน เพื่อเป็นแกนในการดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร โดยอยู่
ภายใต้การกำกับดูแล ของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการผลิตพืช มีภารกิจหลัก 2 ด้านดังนี้
1.3.1
การตรวจสอบและออกใบรับรองการผลิตพืชอินทรีย์
กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เริ่มให้การรับรองการผลิตพืชอินทรีย์ เมื่อปี พ.ศ. 2545 ตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศ
ไทย (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2544) โดยเกษตรกรหรือผู้ผลิต จะต้องยื่นใบสมัครขอใบรับรองการผลิตพืชอินทรีย์ ที่โครงการ
เกษตรอินทรีย์ ตึกกสิกรรม ชั้น 2 กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 0-2579-7520 โทรสาร 0-2940-5472 หรือหน่วยงานของกรม
วิชาการเกษตรที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค หลังจากนั้นผู้ตรวจสอบจะออกไปตรวจสอบพื้นที่การผลิต แล้วรายงานให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบออกใบรับรอง
มาตรฐานปัจจัยการผลิตและผลผลิตพืชอินทรีย์ กรมวิชาการเกษตร เพื่อพิจารณาอนุมัติออกใบรับรองเป็นประกาศนียบัตรทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
พร้อมกับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ Organic Thailand พิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อแสดงว่าเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ใบรับรองมีอายุเพียง 1 ปี ดังนั้นจึงต้อง
ยื่นใบสมัครขอต่ออายุทุกปี ในขณะนี้การขอรับรองการผลิตพืชอินทรีย์ จากกรมวิชาการเกษตร ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย หรือค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น
ตั้งแต่ปี 2545 จนถึง ณ วันที่ กันยายน 2549 ออกใบรับรองการผลิตพืชอินทรีย์และปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร / ผู้ผลิต จำนวนรวมทั้งสิ้น 2,209 ราย
พื้นที่การผลิต 41,253 ไร่ แบ่งเป็นสัดส่วนได้ดังนี้
1. ข้าวหอมมะลิ 68%
2 ผัก 12%
3. ผลไม้ 8%
4. สมุนไพร ชาและพืชอื่นๆ 28%
1.3.2 การฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี
ให้บริการในการเป็นวิทยากร และให้คำปรึกษาในการจัดหลักสูตรการฝึกอบรมเกษตรอินทรีย์ และหลักสูตรการตรวจรับรองพืชอินทรีย์
1.4 กรมพัฒนาที่ดิน
เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการวิจัย พัฒนา ส่งเสริม และขยายผลการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมี ทั้งยังเป็นหน่วยงานผลิตผลิตภัณฑ์
9 สิ่งมหัศจรรย์ ที่เป็นผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพซึ่งประกอบด้วย พืชปุ๋ยสดเพื่อการปรับปรุงบำรุง หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ปุ๋ยหมักสูตร พด.1 ปุ๋ยอินทรีย์น้ำสูตร
พด.2 จุลินทรีย์ป้องกันโรครากและโคนเน่าของพืชสูตร พด.3 สารปรับปรุงบำรุงดินสูตร พด.4 สารกำจัดวัชพืชสูตร พด.5 สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นสูตร พด.6 และ
สารป้องกันแมลงศัตรูพืชสูตร พด.7 นอกจากนี้ยังรับผิดชอบการรับรองมาตรฐานสินค้าประเภทปัจจัยการผลิตทางการเกษตรจำนวน 11 ชนิด ได้แก่จุลินทรีย์สำหรับทำปุ๋ยหมัก จุลินทรีย์สำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ จุลินทรียป้องกันโรครากและโคนเน่าของพืช ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ยิบซั่ม ปูนมาร์ล หินปูนบด โดโลไมท์ ปูนขาว สารสกัดอินทรีย์ ทั้งนี้ให้ติดต่อ
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน กรมพัฒนาที่ดิน โทร. / โทรสาร 0-2579-0679 E-mail:ord-4@ldd.go.th หรือที่สำนักงานพัฒนา
ที่ดินเขต สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดที่อยู่ใกล้บ้านทั่วประเทศ
1.5 สำนักมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
เป็นหน่วยงานระดับกรมที่ได้มีจากการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 มีภารกิจเป็นหน่วยงานกลางเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป และอาหารของประเทศโดยการ
กำหนดมาตรฐานและการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป และอาหารทั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค การเจรจาเพื่อแก้ปัญหาการค้าเชิงเทคนิค หน่วยงานนี้ได้เป็น
ผู้กำหนดมาตรฐานระบบการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั้งพืช สัตว์และประมง เป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์กลางของประเทศ
2. กระทรวงศึกษาธิการ
2.1
กรมการศึกษานอกโรงเรียน*
2.2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์*
2.3 มหาวิทยาลัยแม่โจ้*
2.4
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์*
2.5
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์*
3. กระทรวงมหาดไทย
3.1 ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์
3.2 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา
4. กระทรวงกลาโหม
ข้อมูลรายละเอียดในการติดต่อประสานงานของกระทรวงกลาโหม
1. ศูนย์ฝึกอบรม ค่ายพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 45000 โทร. 0-9969-4101
2. ศูนย์ฝึกอบรม กรมทหารราบที่ 6 (กองอำนวยการป่าดงนาทามอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี 34190 โดย
ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 6 โทร. 0-4532-3417 โทรสาร 0-4532-3417
5. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5.1 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้*
6. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ได้จัดตั้ง “โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ขึ้นอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเดือน มีนาคม 2542 ได้จัดอบรมให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ.
ทั่วประเทศ และขยายผลไปยังหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ มูลนิธิ วัดวาอาราม โรงเรียน และชุมชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จนถึงปี 2546 จึงได้จัดตั้งโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนา
อย่างยั่งยืน เป็นโครงการอย่างเป็นทางการ โดยมีแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อดำเนินการเกษตรธรรมชาติ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง
“เศรษฐกิจพอเพียง” ด้วยการส่งเสริมใน 4 เรื่อง ได้แก่
- การเพาะปลูก
- การเลี้ยงสัตว์น้ำ
- การปศุสัตว์
- การรักษาสิ่งแวดล้อม
โดยการดำเนินการดังกล่าว กฟผ. ใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพเป็นตัวช่วย สามารถลดต้นทุนการผลิตพืชผล และอาหารปลอดภัย ซึ่งนับเป็นเกษตรทางเลือก
(Alternative Agriculture) อีกทางหนึ่ง
โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่เลขที่ 53 หมู่ 2 ถนนจรัญสนิทวงศ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130 โทร.
0-2436-3780-89 โทรสาร 0-2436-3787
หมายเหตุ * หมายถึงเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องเกษตรอินทรีย์ แต่ยังขาดข้อมูลรายละเอียดในการติดต่อประสานงาน
หน่วยงานภาคเอกชนที่ดำเนินการเกษตรอินทรีย์
เป็นที่ยอมรับกันว่า หน่วยงานภาคเอชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชน และชนบทรวมทั้งองค์กรทางศาสนา ได้มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์
ทั้งการค้นคว้าหาความรู้ และประสบการณ์ด้วยตนเอง และจากองค์กรการเกษตรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หน่วยงานที่ยังดำเนินการพัฒนาเกษตรอินทรีย์มีดังนี้
1. เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นจากการรวมตัวของหน่วยงานนอกภาครัฐ(เอ็น จี โอ) ที่ทำงานทางด้านการเกษตรกรรมทางเลือกที่มีหลักการ
พัฒนาการเกษตร ที่เป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรที่ต้องรับภาระหนี้สินที่เกิดขึ้น จากการทำการเกษตรแบบปฏิวัติเขียวที่ได้ทำมาในช่วง 30-50 ปี ที่ผ่านมา เครือข่าย
เกษตรกรรมทางเลือกนับเป็นกลุ่มบุคคลที่ได้ยืนหยัดและประกาศให้ประชาชนได้ทราบและเข้าใจหลักการเกษตรกรรมที่ไม่ต้องพึ่งพาการใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิต
ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ด้วยการพัฒนาร่วมกับเกษตรกรที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นปราชญ์ ชาวบ้าน ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาได้
ดำเนินการจัดทำโครงการนำร่องเกษตรกรรมยั่งยืนทั่วประเทศ โดยได้รับงบประมาณจากรัฐบาลในการดำเนินงานประมาณ 600 ล้านบาท สถานที่ติดต่อ สำนักงาน
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ซอยงามวงศ์วาน 27 (ซอยย่อยที่ 7) ถนนงามวงศ์วาน โทร. 0-2580-2035
2. เครือข่ายชุมชนอโศก กลุ่มนี้นับเป็นกลุ่มที่เข็มแข็ง และมีพลังมาก เป็นผู้ปฏิบัติธรรม รับประทานอาหารมังสวิรัติ บริโภคพืชผัก และอาหารที่ไม่มีสารตกค้าง และ
โดยที่เป็นกลุ่มบุคคล ที่มีแนวทางการดำรงชีพที่ยึดหลักการพึ่งตนเอง แสวงหาความรู้ในทุกๆ ด้าน เพื่อการประกอบอาชีพที่สุจริตไม่เบียดเบียนผู้อื่น รวมทั้งสัตว์
สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ได้เริ่มศึกษาด้วยการทดลองปฏิบัติการเกษตรแบบธรรมชาติมาประมาณ 20 ปีเศษ จนมีความชำนาญ สามารถถ่ายทอด
ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ให้แก่เกษตรกร นักพัฒนาชนบทกลุ่มต่างๆ ที่สนใจไปดูงานฝึกอบรมในปัจจุบันญาติธรรมเหล่านี้ได้ออกไปตั้งกลุ่มทั่วทุกภาคของประเทศ
จำนวนประมาณ 40 กลุ่ม มีจำนวนสมาชิกที่ทำเกษตรอินทรีย์จำนวน 5,200 คน ทุกกลุ่มจะทำการเกษตรอินทรีย์เพื่อการพึ่งตนเองในด้านอาหาร ที่ปราศจากการ
ปนเปื้อนของสารพิษ นอกจากนี้ยังได้เผยแพร่ความรู้ และประสบการณ์เกษตรอินทรีย์แบบธรรมชาติทางสื่อสารมวลชนหลายประเภท เช่น วิทยุ วารสาร สิ่งพิมพ์
รวมทั้งการจัดทำวีดีทัศน์ วีซีดี จำนวนมาก โดยมีสมณะเสียงศีล ชาตวโร (โทร. 0-1835-6108) เป็นแกนในการดำเนินงานที่เข็มแข็ง จนได้รับการยกย่องจาก
กระทรวงศึกษาธิการให้เป็น
ครูภูมิปัญญาไทยด้านการเกษตร
ในบรรดากลุ่มเครือข่ายชุมชนอโศกที่ได้ตั้งหน่วยการผลิตเกษตรไร้สารพิษ ซึ่งถือว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ เรียกชื่อเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย
(คกร.) ในปี 2535 พลตรีจำลอง ศรีเมือง ซึ่งเป็นแกนสำคัญของเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทยคนหนึ่ง ได้ตั้งมูลนิธิพลตรีจำลอง ศรีเมือง นับเป็นบุคคลแรกที่
ประกาศต่อสาธารณะว่าจะทำเกษตรธรรมชาติ และได้บุกเบิกและริเริ่มจัดทำ “โครงการเกษตรอยู่รอด” ที่กิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ในพื้นที่ประมาณ 270ไร่
โดยจัดให้เกษตรกรที่สมัครใจในการดำรงชีพด้วยการเกษตรแบบธรรมชาติ รายละ 10ไร่ ไม่มีการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด ใช้หลักการพึ่งพาตนเอง ปลูกพืชหลากหลาย
ทุกอย่างที่ใช้เพื่อการบริโภค และเพื่อขายเป็นผลผลิตไร้สารพิษ ในเครือข่ายร้านมังสวิรัติในกรุงเทพฯ นับเป็นการที่ทำให้สังคมได้เริ่มมีความตระหนักถึงประโยชน์ของการ
กสิกรรมแบบธรรมชาติที่สามารถผลิตผลที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างมาก ถึงแม้ในขณะนั้นคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยยังมีความไม่มั่นใจว่าการทำการเกษตรแบบธรรมชาติจะเป็น
ไปได้ในทางปฏิบัติก็ตาม แต่เนื่องจากการริเริ่มของญาติธรรมของชุมชนอโศกโดยการนำของพลตรีจำลอง ศรีเมือง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ให้การยอมรับในความซื่อสัตย์สุจริต
มีส่วนทำให้ประชาชนเริ่มสนใจการเกษตรในแนวทางของธรรมชาติมากขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของการศึกษาดูงานที่จะได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง อันจะ
เป็นประโยชน์ต่อการที่จะได้เข้าใจการปฏิบัติเกษตรอินทรีย์อย่างดีและได้ผล คกร. มีหน่วยงานที่เป็นผู้ประสานงาน ซึ่งจะหาข้อมูลของกลุ่มต่างๆ ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของ
ประเทศดังนี้คือ กรุงเทพฯ เลขที่ 58/1 ถนนเสรีไทย คันนายาว กรุงเทพฯ 10230 มีนายธำรง แสงสุริยจันทร์ เป็นผู้ประสานงาน โทร. 0-1441-0938, 0-2906-0160-5
อุบลราชธานี : ศูนย์ฝึกอบรมกสิกรรมไร้สารพิษ ชุมชนราชธานีอโศก หมู่ที่ 10 ต. บุ่งไหม อ. วารินทร์ชำราบ จ.อุบลราชธานี 34190 มีผู้ติดต่อประสานงานคือ นายราเมศ -
เขียวเขตรวิทย์ โทร. 0-4524-7222 นางสาวดินนา โคตรบุญอารยะ โทร. 0-1528-2399 นายร้อยแจ้ง จนดีจริง โทร. 0-967-2363
1. มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เป็นองค์กรที่ให้การฝึกอบรมในเรื่องกสิกรรมธรรมชาติ ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจ มีนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นผู้อำนวยการ โทรศัพท์
0-1735-1403 องค์กรนี้ได้มี
บทบาทในการผลักดันให้เกษตรอินทรีย์ และเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ขยายตัวอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงระยะเวลา
10 ปีที่ผ่านมา มีศูนย์ฝึกอบรมอยู่ที่บ้านมาบเอื้อง ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โทรศัพท์ 0-3844-9009
2. สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2538 ในฐานะองค์กรอิสระ เพื่อทำหน้าที่ในการให้บริการ
รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย โดยได้จัดทำมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ขึ้นในปี 2541และได้เริ่มดำเนินการเป็นองค์กรที่ให้การรับรองมาตรฐานเกษตร
อินทรีย์เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ มกท. เป็นมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากองค์การสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์
ระหว่างประเทศ (International Federation of Organic Agriculture Movement ชื่อย่อ IFOAM) นอกจากนี้ยังได้รับการยอมรับจากหน่วยงานรับรอง
คุณภาพเกษตรอินทรีย์ของหลายประเทศในยุโรป เช่น KRAV ของสวีเดน BIOSWISS ประเทศสวิส และBLIK ประเทศเบลเยี่ยม มกท. บริหารงานในรูปของ
คณะกรรมการโดยมี นางนารถฤดี นาครวาจา เป็นผู้จัดการ โทรศัพท์ 0-1889-3660 , 0-2580-0934
องค์กรเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ
ประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America :U.S.A) ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ (Organic Food Production Act – OFPA) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ.1990) และมีการแก้ไขในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996)
ตลาดรวมกลุ่มประเทศยุโรป (European Unity : EU.) ได้มีการรวบรวมข้อกำหนดของผลิตผลเกษตรอินทรีย์ไว้ในข้อกำหนดของสภาตลาดร่วมยุโรป (EEC No.2092 / 91) และฉบับแก้ไข ข้อกำหนดส่วนใหญ่ให้คำแนะนำ ในการนำเข้าอาหารอินทรีย์ที่ผลิตจากประเทศอื่นๆ ภายใต้มาตรฐานการผลิต และมาตรการการ
ตรวจสอบที่เหมือนกันทุกประการ
ประเทศญี่ปุ่น (Japan) รัฐบาลญี่ปุ่น ได้ประกาศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2544 โดยอ้างอิงกฎหมายมาตรฐานเกษตรญี่ปุ่น (Japan Agriculture Standard-JAS)
ประเทศไทย (Thailand) ได้มีการกำหนดใช้มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ หลังจากผ่านการปรับปรุงแก้ไขครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2543 โดย
คณะทำงานเฉพาะกิจปรับปรุงมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทย และผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารงานวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ กรมวิชาการ-
เกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movement - IFOAM) ได้จัดทำเกณฑ์
มาตรฐานขั้นต่ำ สำหรับตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์ เป็นที่ยอมรับในกลุ่มประเทศยุโรป โดยมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรับรอง คือ IOAS
สมาคมดินแห่งสหราชอาณาจักร (Soil Association) UK. เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อเกษตรอินทรีย์ มีประวัติความเป็นมายาวนาน ได้พัฒนา
มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสหราชอาณาจักร
องค์กรเครือข่าย (Pesticide Network Action : PNA) เป็นองค์กรเครือข่ายของสหราชอาณาจักร และประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่กำลังปฏิบัติการ
เคลื่อนไหว ซึ่งจะทำให้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

|