การผลิตพืชอินทรีย์
 -
   
     หน้าแรก    กรมวิชาการเกษตร       

-
นิเวศธรรมชาติกับเกษตรอินทรีย์

                พืชและสัตว์ที่มีความหลากหลายทั้งชนิด   และพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันอย่างผสมกลมกลืนในสภาพป่าไม้ธรรมชาตินั้น   เป็นตัวอย่างที่อธิบายหลักการของนิเวศธรรมชาติได้
อย่างชัดเจน   ทำให้เกิดความเข้าใจคุณประโยชน์ของธรรมชาติ     ที่ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์อย่างต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี     กล่าวคือ      สิ่งมีชีวิตทั้งมวล    จะมีการปรับตัว
(adaptation) การผ่าเหล่า (mutation) การวิวัฒนาการ (evolution)  ซึ่งเกิดจากขบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ (natural selection) ทำให้พืชขนาดเล็ก ขนาดกลาง
ขนาดใหญ่ พืชอายุสั้น อายุปานกลาง อายุยาว พืชทรงพุ่มหนา ทรงพุ่มบาง  เหล่านี้ได้อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความกลมกลืนในสังคมพืชของป่าไม้ตามธรรมชาติ   พืชที่ต้องการ
แสงแดดน้อย ได้อาศัยร่มเงาของพืชใหญ่ซึ่งต้องการแสงมาก  พืชชั้นต่ำเช่น สาหร่าย มอส เฟิร์น  ปรับตัวเองให้ขึ้นได้ดีแม้อยู่ในซอกหินที่มีแสดงแดดน้อย     พืชตระกูลถั่วช่วย
ตรึงไนโตรเจนจากอากาศ     ให้เกิดเป็นไนโตรเจนในรูปที่เป็นธาตุอาหารให้แก่ต้นพืชตระกูลถั่วเอง     และพืชอื่นข้างเคียงด้วย     พืชยืนต้นที่รากหยั่งลึกในดินช่วยดูดเอาแร่ธาตุ
อาหารของพืชที่อยู่ในระดับลึกมาเปลี่ยนเป็นมวลชีวภาพ    เช่น ลำต้น กิ่ง ใบ ราก ผล ฯลฯ   และเมื่อสิ่งเหล่านี้ร่วงหล่น    ทับถมก็จะเป็นปุ๋ยให้กับพืชที่อาศัยในดินในระดับผิวพื้น 
พืชที่มีทรงพุ่มหนาจะช่วยบังฝนไม่ให้ตกกระทบ ผิวดินโดยตรง      ซึ่งจะป้องกันการชะล้างผิวหน้าดิน พืชล้มลุกที่อยู่ผิวดิน เช่น พืชตระกูลหญ้า    จะช่วยยึดผิวดินไม่ให้ถูกฝน
ชะล้าง และพัดพาไปสู่ที่ต่ำทำให้เกิดการตื้นเขินของแม่น้ำลำคลอง
                ในสภาพของระบบนิเวศตามธรรมชาติที่ปราศจากการรบกวนของมนุษย์นั้นสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายของชนิดและเผ่าพันธุ์จะอาศัยอยู่รวมกันอย่างมีความสมดุล
มีการหมุนเวียนอาหาร แร่ธาตุ อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน   ทรัพยากรทางธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำ แร่ธาตุอื่นๆ จะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพไม่เกิดการสูญเสียแต่จะคงอยู่และมีความ
เพิ่มพูนในทางเอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น

องค์ประกอบของระบบนิเวศธรรมชาติ

               สรรพสิ่งทั้งหลายที่อยู่ร่วมกันบนโลกนี้หรือเรียกว่าระบบนิเวศตามธรรมชาตินั้นแบ่งตามบทบาทหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตออกได้เป็นเป็นสามพวกใหญ่ๆ  ดังนี้ คือ

    1. ผู้ผลิต  พวกนี้ได้แก่ พืชสีเขียว ซึ่งสามารถสังเคราะห์อาหารเองได้
    2. ผู้บริโภค  ส่วนใหญ่คือ พวกสัตว์  ซึ่งได้รับอาหารเพื่อการดำรงชีพจากผู้ผลิต (สัตว์กินพืช) หรือจากผู้บริโภคด้วยกัน (สัตว์ที่กินเนื้อสัตว์)
    3. ผู้ย่อยสลาย   ได้แก่ สัตว์เล็กในดิน เช่น แมง แมลง ไส้เดือน กิ้งกือ และจุลินทรีย์    ซึ่งได้แก่พวกบัคเตรี และเชื้อรา  ที่สามารถย่อยสลายสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วให้
      เน่าเปื่อยกลายเป็นสารฮิวมัสที่เป็นอาหารของพืช

 

ภาพ ความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ

ขบวนการหมุนเวียนของทรัพยากรในระบบนิเวศ
                หลักการสำคัญประการหนึ่งของการเกษตรอินทรีย์ก็คือ  การลดปัจจัยการผลิตที่นำมาจากภายนอกเพื่อใช้ในไร่นา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเว้นการใช้ปัจจัยการผลิต
ที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ทั้งหลาย   เช่นปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ฮอร์โมน ฯลฯ  มีการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรที่เป็นปัจจัยการผลิตภายในไร่นาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มี
การอนุรักษ์ และเพิ่มพูนทรัพยากรเหล่านั้นให้อุดมสมบูรณ์มากขึ้น   สิ่งเหล่านี้เป็นที่การเกษตรอินทรีย์ยึดถือและปฏิบัติอย่างจริงจัง   ฉะนั้นการทำความเข้าใจของหลักการหมุน
เวียนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ

      1.ผู้ผลิต

                พืชเป็นผู้ผลิตขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล   พืชซึ่งมีสารสีเขียวที่เรียกว่าคลอโรฟีล (Chlorophyll)   จะดึงเอาคาร์บอนซึ่งเป็นสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ของสิ่งมีชีวิตถึงร้อยละ 95  ของสารทั้งหมดจากคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่มีอยู่มากมาย  จากการเผาไหม้และการหายใจของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์   และในสภาพที่มีน้ำและแสง
แดด ขบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ก็เกิดขึ้นโดยมีคลอโรฟิล  เป็นตัวเร่งของปฏิกิริยาดังกล่าวทำให้เกิดเป็นน้ำตาล และแป้ง  ซึ่งเป็นบ่อเกิดของพลังงานที่พืช
ได้ใช้ในการเจริญเติบโตสร้างเมล็ดดอก ใบ และผล    เพื่อเป็นอาหารแก่มนุษย์และสัตว์ต่อไป   จึงนับได้ว่าพืชเป็นผู้ผลิตขั้นปฐมที่ทำให้สรรพสิ่งมีชีวิตได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้
บนพื้นพิภพนี้

         2.ผู้บริโภค

                ได้แก่สัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร (herbivorous)  เพื่อสร้างพลังงานและการเจริญเติบโตโดยการเปลี่ยนพืชมาเป็นเนื้อและส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูก เลือด
ผม พังผืด เล็บ ฯลฯ  ในขณะเดียวกันก็จะมีสัตว์ที่กินสัตว์ซึ่งกินพืชเป็นอาหารต่อไปอีกเป็นชั้นๆ  ทั้งหมดทั้งปวงนี้ เรียกว่า พิรามิด (pyramid) ของห่วงโซ่อาหาร

         3.ผู้ย่อยสลาย

                ได้แก่สัตว์จำพวก แมลง แมง ไส้เดือน และจุลินทรีย์ซึ่งมีขนาดเล็ก ส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเช่น แบคทีเรีย เชื้อรา แอคติโนไมซีส และไมโครพลาสมา ฯลฯ
จุลินทรีย์ดังกล่าวนี้ ถึงแม้จะมีขนาดเล็กแต่จะมีจำนวนมหาศาลประมาณว่าในดิน 1 ช้อนชาจะมีจุลินทรีย์อยู่ถึงประมาณ 15 ล้านตัว  สัตว์เล็กๆและจุลินทรีย์นี้จะทำหน้าที่ในการ
ย่อยสลายเศษของพืชและสัตว์ที่ตายแล้วให้กลายเป็นฮิวมัส (humus) ซึ่งเป็นปุ๋ยแก่ต้นพืชต่อไปในสภาพตามธรรมชาติ สสารจะหมุนเวียนอยู่บนโลกอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากมีการ
จัดการกับดินอย่างถูกวิธีจะไม่สูญเสียธาตุอาหารจนกระทั่งกลายเป็นดินเสื่อมอย่างที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้อย่างแน่นอน เช่น

  1. ไม่เผาเศษพืชตอซังที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว
  2. ไม่เอาฟางข้าวหรือเศษพืชไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแต่นำกลับลงไปปรับปรุงดินในนาข้าว
  3. มีการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กับการปลูกพืชโดยให้สัตว์กินเศษของพืชที่เหลือจากคนบริโภคแล้วหรือกินวัชพืชที่คนไม่ต้องการเป็นอาหาร ก็จะได้ปุ๋ยคอกและนำมาปรับปรุงดิน
  4. ปลูกไม้ยืนต้นที่มีรากหยั่งลึกลงในดิน   จะช่วยทำให้แร่ธาตุอาหารพืชที่มีอยู่ในดินส่วนลึกได้ถูกนำมาปรับปรุงดินส่วนบน โดยการทับถมของใบและส่วนต่างๆ ที่ได้จาก
    ต้นไม้ทำให้ดินส่วนบนมีความอุดมสมบูรณ์
  5. มีการปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินไม่ให้หน้าดินเปิดโล่ง
  6. นำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักรวมทั้งหินฟอสเฟต มูลค้างคาว จากภายนอกเข้ามาปรับปรุงดินในระบบเป็นครั้งคราว

ลักษณะทั่วไปของระบบนิเวศธรรมชาติที่ปรับใช้กับการเกษตรอินทรีย์

                ในสภาพของระบบนิเวศตามธรรมชาติโดยเฉพาะในเขตร้อนแถบศูนย์สูตรของโลก   เช่น ประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เขมร ลาว บราซิล ฯลฯ จะมีความสมดุล
ไม่มีการระบาดของศัตรูพืช  และมีการหมุนเวียนทรัพยากรภายในที่ทำให้เกิดการปรับปรุงดินอย่างต่อเนื่อง    สามารถนำมาปรับใช้ในการจัดระบบนิเวศของการเกษตรอินทรีย์ 
โดยมีปัจจัยที่สำคัญ 4 ประการดังนี้คือ

  1. ความหลากหลายทางชีวภาพ (biological diversity)
  2. ความซับซ้อนของระบบนิเวศ (complexity of ecosystem)
  3. ความมีปฏิสัมพันธ์ (interaction within ecosystem)
  4. การคัดเลือกตามธรรมชาติ (natural selection)

    1.  ความหลากหลายทางชีวภาพ

                ความสมดุลในระบบนิเวศจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งชนิดของพืช สัตว์ จุลินทรีย์ ที่เป็นผู้ผลิต ผู้บริโภคและผู้ย่อยสลายในป่าไม้ธรรมชาติ
จะมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตดังกล่าวที่ชี้ให้เห็นว่า   ทำไมดินในป่าไม้จึงได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง  จนเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์โดยที่ไม่มีใครเอาปุ๋ยไปใส่และ
ไม่มีการระบาดของศัตรูพืช  ฉะนั้นในระบบนิเวศของการเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องจัดระบบการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ให้เกิดความหลากหลายตัวอย่าง เช่นเกษตรผสมผสาน
ทฤษฏีใหม่ตามแนวพระราชดำริเปรียบเทียบระหว่างการเกษตรแบบปลูกพืชเดี่ยวในระบบที่ใช้วิทยาการแผนใหม่กับการปลูกพืชผสมผสานโดยใช้หลักการนิเวศธรรมชาติ

ประเด็นเปรียบเทียบ

เกษตรเชิงเดี่ยว

เกษตรผสมผสาน

1.  ศัตรูพืช

มีโอกาสระบาดรุนแรง

น้อย

2.  การปรับปรุงดิน

ไม่มีการปรับปรุง

มีการปรับปรุงขึ้นเรื่อยๆ

3.  สภาพแวดล้อม

แห้งแล้ง

ร่มรื่น

4.  ความยั่งยืน

เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ

เสี่ยงน้อยมีความยั่งยืนมาก

5.  ความมั่นคงของเกษตรกร

เสี่ยงต่อราคาตกต่ำ

มีความเสี่ยงน้อย

6.  การใช้ประโยชน์ที่ดิน

ต่ำ

สูง

 

           2. ความซับซ้อนของระบบนิเวศ

             ความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน    จะทำให้เกิดความซับซ้อนของห่วงโซ่อาหาร  ยิ่งหลากหลายมากเท่าใดก็ยิ่งซับซ้อนมากเท่านั้น
เหมือนกับใยแมงมุม ซึ่งความสมดุลจะเกิดขึ้นจากความซับซ้อนและความหลากหลายดังกล่าว

           3. ความมีปฏิสัมพันธ์ในระบบ

                ความมีปฏิสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายที่อยู่ในระบบนิเวศตามธรรมชาตินั้นจะเกิดขึ้นทั้งในทางเกื้อกูล ขัดแย้ง  และควบคุมซึ่งกันและกันดังเช่น ความ
เชื่อมโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน  ที่เกิดขึ้นในระบบเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฏีใหม่  พืชและเศษเหลือของพืชที่มนุษย์บริโภคแล้วก็จะเป็นอาหารของสัตว์และปลา  สัตว์และ
ปลาเมื่อถ่ายมูลออกมา  ก็จะเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่จะย่อยให้เป็นปุ๋ยของพืช    ฉะนั้นการพึ่งพาซึ่งกันและกันของสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนของระบบนิเวศ    ทำให้เกิดความ
สมดุลที่เกื้อกูลสามารถจะใช้เพื่อการจัดระบบนิเวศของการเกษตรอินทรีย์ในการเกษตรอินทรีย์

 

ภาพ  ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สำคัญของระบบนิเวศตามธรรมชาติที่มีส่วนทำให้เกิดความสมดุล

การคัดเลือกตามธรรมชาติ
                ในธรรมชาติสิ่งมีชีวิตทุกชนิดตกอยู่ภายใต้การคัดเลือกตามธรรมชาติ  สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรง  และปรับตัวเองให้อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตาม
กาลเวลาจะเป็นผู้ที่สามารถจะยืนหยัดมีชีวิตและสืบลูกหลานต่อไปได้  ในทางตรงข้ามสิ่งมีชีวิตใดที่อ่อนแอก็จะถูกคัดเลือกออกไป  ฉะนั้นพันธุ์พืชและสัตว์พื้นเมืองจึงเป็นพันธุ์
ที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพในแต่ละท้องถิ่น  การนำพันธุ์พืชและสัตว์จากท้องถิ่นอื่น     เพื่อมาใช้ขยายพันธุ์ในการเกษตรจึงมีความจำเป็นต้องใช้ระยะ
เวลาหนึ่งเพื่อให้มีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ที่นำมาใช้ด้วยหลักการนี้  ในการเกษตรอินทรีย์   จึงนิยมใช้การคัดเลือกพันธุ์พืชและสัตว์ที่เป็นพันธุ์พื้นเมืองที่เหมาะ
สมมากกว่าจะใช้พันธุ์ที่นำมาจากแหล่งอื่น