การผลิตพืชอินทรีย์
 -
   
     หน้าแรก    กรมวิชาการเกษตร       

เหตุผลและความสำคัญของการเกษตรอินทรีย์

               ในอดีตที่ผ่านมา   เกษตรกรไทยทำการเกษตรแบบหลากหลาย   และพึ่งพิงความสมดุลตามธรรมชาติ  หรืออาจจะกล่าวได้ว่าคนไทยรู้จักการทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่
โบราณกาลแล้ว และสามารถพึ่งตนเองในการเกษตรได้อย่างสมบูรณ์ โดยใช้ทรัพยากรในพื้นที่   และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะสมต่อเนื่องกันมาจนได้รับการยกย่องจากนานาชาติว่า
เป็นอู่น้ำของภูมิภาค  พันธุ์ข้าวไทยชนะเลิศการประกวดพันธุ์ข้าวของโลกเมื่อปี2474 ที่เมืองเรจิน่า  ประเทศคานาดา  ประเทศไทยได้รับการยกย่องว่าเป็นสวรรค์ของพันธุ์ไม้ผล
มีพื้นที่ป่าไม้มากกว่าครึ่งของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศมีดิน  น้ำ ที่อุดมสมบูรณ์ดังคำพังเพยที่กล่าวกันจนติดปากว่า ‘ในน้ำมีปลาในนามีข้าว’’ แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

               ปี พ.ศ. 2500 ธนาคารโลก (Word  Bank) ส่งคณะสำรวจสภาวะเศรษฐกิจเดินทางมาประเทศเพื่อทำการศึกษาแนวทางการพัฒนาประเทศไทย
               ปี พ.ศ. 2501 ธนาคารโลกเสนอรายงาน โครงการพัฒนาของรัฐบาลสำหรับประเทศไทย(Pubic Drogram for Thailand)
               ปี พ.ศ. 2502  ข้อเสนอของธนาคารโลกดังกล่าว  ได้ใช่เป็นแนวทางการวางนโยบายการเกษตรของไทย  โดยปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ตั้งแต่ฉบับที่ 1 – 7 (ปี พ.ศ. 2504 – ปี พ.ศ. 2539)  ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ดังนั้น   จึงส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก เช่น ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์
เครื่องจักรกลทางการเกษตร จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร  ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร ฯลฯ  และการผลิตได้ปรับเปลี่ยนจากการผลิตแบบการรวมกลุ่มของเกษตรกร ฯลฯ
และการผลิตได้ปรับเปลี่ยนจากการผลิตแบบหลากหลาย    เป็นการผลิตเพื่อการพาณิชย์และการส่งออก  ได้มีการขยายพื้นที่การเกษตรโดยการบุกเบิกเข้าไปใน  ที่เดิมซึ่งเป็นป่าไม้
ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหลายกหลายทางชีวภาพ    การเกษตรได้ถูกปรับเปลี่ยนโดยเน้นการผลิตพืชเชิงเดี่ยว (Monoculture)   โดยเฉพาะพืชไร่     เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง
มันสำปะหลัง เลี้ยงสัตว์ เป้าหมายหลักเพ่อการส่งออกป้อนสินค้าเกษตรสู่ประเทศอุตสาหกรรมนำไปเลี้ยงสัตว์ เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป ฯลฯ
               ปี พ.ศ. 2503  องค์การสหประชาชาติได้ประกาศทศวรรษแห่งการพัฒนา (Development Decade พ.ศ. 2503 – 2513)  แนวทางการพัฒนาดังกล่าว
ข้างต้นนั้นดูเหมือนจะทำให้ประเทศไทยมีความเจริญทางเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะการพัฒนาการเกษตรตามแนวทางของการปฏิวัติเขียว  ที่ต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อการเพิ่ม
ผลผลิต แต่การพัฒนาดังกล่าวนั้นได้มีผลเปลี่ยนแปลงจากการที่ประเทศไทยได้พึ่งตนเองในการเกษตรมาโดยตลอดไปสู่การต้องพึ่งการนำเข้า และไม่สามารถพึ่งตนเองได้จนถึง
ทุกวันนี้  ในด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ   ประเทศไทยได้สูญเสียป่าไม้ไปถึง 110 ล้านไร่    ในเวลาของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา   ส่งผลกระทบในทางลบทาง
ด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลที่ปรากฏต่อเกษตรกรไทย คือความยากจน   สุขภาพอนามัยที่ไม่ดี และสิ่งแวดล้อมเป็น
พิษ ดังนี้

  • ด้านการลงทุนและผลตอบแทน

               การเกษตรแบบปฏิวัติเขียวที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยต้องใช้สารเคมี  ทั้งปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช  ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงขึ้นมาก ตามอัตราค่าเงินบาท
ที่อ่อนตัวลงตามลำดับเมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศทำให้เกษตรกรต้องจ่ายเงินเพิ่มมากขึ้น   ราคาผลผลิตการเกษตรที่เกษตรกรขายได้ไม่ได้สูงขึ้นตามสัดส่วนของราคาสาร
เคมีที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรขาดทุน และเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น

  • ด้านสิ่งแวดล้อม
    • ดินมีสภาพความเป็นกรดสูงมากขึ้นทำให้ธาตุอาหารในดินไม่เกิดประโยชน์ต่อพืช
    • มีการเผาทำลายเศษซากพืชหลังการเก็บเกี่ยวทำให้ดินขาดอินทรียวัตถุอย่างวิกฤต
    • การใช้ปุ๋ยเคมีต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกปีเพื่อรักษาปริมาณผลผลิตให้ได้เท่าเดิม ดินจึงเป็นกรดและขาดอินทรียวัตถุมากขึ้น
    • ศัตรูพืชเพิ่มชนิดและทวีความรุนแรงของการระบาดมากขึ้น เนื่องจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชไม่ฆ่าแต่เพียงศัตรูพืชแต่ฆ่าสิ่งมีชีวิตที่เป็นประโยชน์อื่นๆ จำนวน
      มาก ซึ่งเป็นการทำลายความสมดุลตามธรรมชาติ
    • ศัตรูพืชสามารถสร้างความต้านทานต่อสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทำให้ต้องใช้สารเคมีในปริมาณและความเข้มข้นมากขึ้น สิ้นเปลืองและอันตรายต่อเกษตรกรและ
      ผู้บริโภคมากขึ้น
    • สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทำลายสัตว์สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่เป็นอาหารเช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ ทำให้คนในชนบทไม่มีแหล่งอาหาร

  • ด้านสุขภาพของเกษตรกรผู้บริโภค
    • เกษตรกรต้องได้รับพิษจากการสัมผัสโดยตรงจากการใช้สารเคมีที่เป็นพิษในไร่นา
    • ผู้บริโภคได้รับพิษจากการบริโภคผลผลิตที่มีสารพิษตกค้างในอาหารทำให้ป่วยไข้และพิการ

  • ด้านเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
    • สินค้าเกษตรที่ส่งออกของประเทศ  ได้รับการกีดกันจากประเทศผู้นำเข้า    เนื่องจากมีสารเคมีตกค้างเกินกว่าปริมาณที่รับได้ ทำให้มีปัญหาสินค้าถูกกักกันแล้ว
      ส่งกลับหรือถูกทำลายที่จุดนำเข้า
    • ประเทศไทยต้องนำเข้าสินค้าที่เป็นสารเคมีการเกษตรปีละประมาณห้าหมื่นล้านบาท ทั้งที่มีปัจจัยการผลิตที่มีในประเทศทดแทนได้ดีและปลอดภัย
    • รัฐต้องเสียงบประมาณในการตรวจวิเคราะห์และควบคุมสารเคมีการเกษตรตามกฎหมายปีละหลายพันล้านบาท
    • รัฐต้องเสียงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยไข้เนื่องจากสาเหตุของสารพิษตกค้างในอาหารและสัมผัสโดยตรงที่ไม่สามารถจะประเมินเป็นมูลค่าได้

นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันต่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์

               รัฐบาลปัจจุบัน (2544 – 2548) ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรในระดับรากหญ้า     โดยได้แถลงนโยบายด้านการเกษตรต่อรัฐสภาเมื่อ
วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ในข้อ 3   การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรในตลาดโลก   และมีสาระสำคัญเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์  คือ “ส่งเสริมการทำ
เกษตรผสมผสาน  เกษตรทางเลือก   และเกษตรอินทรีย์   รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แก่เกษตรกร    เพื่อรองรับการเปิดตลาดเสรีสินค้าเกษตรในอนาคต    และผลักดันให้
ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และครัวโลก” 
นอกจากนี้  รัฐบาลยังได้กำหนดให้ปี 2547   เป็นปีแห่งความปลอดภัยทางด้านอาหารอีกด้วย ในส่วนของ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจ  และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (2545 – 2549) ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรด้วยกลยุทธ์พัฒนาการผลิตในรูปแบบเกษตรยั่งยืน  ที่สามารถ
พัฒนาการผลิตได้ในเชิงพาณิชย์และยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  ด้วยกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนการผลิตเช่นส่งเสริมการผลิต
สินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าปลอดภัยจากสารพิษแบบครบวงจร

เกษตรอินทรีย์คืออะไร
คือการเกษตรที่

  • ใช้หลักการพึ่งพิงความสมดุลตามธรรมชาติเพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดระบบนิเวศการเกษตรที่ยั่งยืน สามารถให้ผลผลิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง
  • ผสมผสานระบบการเกษตรทุกระบบ ที่ส่งเสริมและปรับปรุงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ
  • ผลิตอาหารและปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีพ ที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
  • ใช้หลักการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศเกษตรให้เกิดการผสมผสานเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างเป็นองค์รวม
  • มีการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด หลีกเลี่ยงการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอกระบบนิเวศเกษตร (ยกเว้นกรณีจำเป็น)
  • ใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นชีวภัณฑ์  และสารอินทรีย์ที่ได้จากสิ่งมีชีวิต     รวมทั้งสารอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  ปฏิเสธการใช้ปัจจัยที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์รวมทั้ง
    พันธุ์ที่ผ่านการปรับเปลี่ยนทางพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms)

คำจำกัดความของการเกษตรอินทรีย์

               สำนักงานมาตรฐานสนค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ได้ให้คำจำกัดความของเกษตรอินทรีย์ไว้ว่า “เกษตรอินทรีย์ (Organic
agriculture)
หมายถึง ระบบการจัดการการผลิตด้านการเกษตรแบบ องค์รวม  ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศรวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ วงจรชีวภาพโดยเน้นการใช้วัสดุ
ธรรมชาติหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจากการสังเคราะห์ และไม่ใช้พืชสัตว์ หรือจุลินทรีย์ ที่ได้มาจากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม(genetic modification) หรือพันธุวิศวกรรม
(genetic engineering) มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์โดยเน้นการแปรรูป ด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์และคุณภาพ ที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน”

เกษตรอินทรีย์มีประโยชน์อย่างไร

  • อนุรักษ์  และปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมให้อุดมสมบูรณ์   ทำให้ห่วงโซ่อาหารที่ถูกทำลายไปโดยสารเคมีกลับฟื้นคืนดี       ทำให้ประชาชนมีอาหารที่เกิดจาก
    ธรรมชาติ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา กบ เขียด แย้ นก ฯลฯ
  • ลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรได้กำไรมากขึ้น เกษตรกรที่ยากจนสามารถปลดเปลื้องหนี้สินให้ลดลงและหมดไปได้
  • ผลผลิตขายได้ราคาสูงกว่าผลผลิตจากการผลิตโดยใช้สารเคมีทั้งในตลาดต่างประเทศและในประเทศประมาณ 10 – 30%
  • ประสิทธิภาพการผลิตต่อพื้นที่มากขึ้นในระยะยาว เพราะดินได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ผลผลิตปลอดภัยต่อผู้บริโภค   ทำให้อัตราการป่วยไข้     และเสียชีวิตของประชาชนทั้งประเทศลดจำนวนลง   และประชาชนมีสุขภาพพลานามัยดีขึ้นทำให้รัฐสามารถ
    ประหยัดเงินงบประมาณในการรักษาพยาบาลลงได้มาก
  • ประเทศไทยสามารถลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชลงได้คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 50,000 ล้านบาท  ประหยัดเงินตราต่างประเทศและสามารถสร้าง
    งานและรายได้ในส่วนนี้ให้กับคนไทยที่ผลิตปุ๋ยชีวภาพและสารธรรมชาติกำจัดศัตรูพืชขึ้นทดแทนได้อีกด้วย
  • แก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าการเกษตรที่มีสารเคมีที่เป็นพิษเจือปน   และถูกประเทศผู้นำเข้าตั้งข้อรังเกียจที่จะนำเข้าสินค้าการเกษตรจากประเทศไทย  หากปรับเปลี่ยน
    มาใช้การผลิตโดยวิธีเกษตรอินทรีย์จะทำให้ประเทศไทยส่งออกสินค้าการเกษตรได้มากขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า
  • ลดภาระงบประมาณของรัฐในการดำเนินการควบคุณตามกฎหมายและการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในผลผลิตการเกษตรลงได้ คิดเป็นมูลค่าปีละหลายพันล้านบาท

 

-