การจัดการแปลงเพาะต้นกล้าปาล์มน้ำมัน
ปัจจัยสำคัญในการจัดการแปลงเพาะต้นกล้าปาล์มน้ำมัน คือ ให้ได้ต้นกล้าที่มีคุณภาพสูง สมบูรณ์แข็งแรงไม่มีความผิดปกติเพื่อนำไปปลูก ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตสูงและใช้ระยะสั้นในการเริ่มให้ผลผลิตและสมดุลกับค่าใช้จ่าย รวมทั้งให้ผลตอบแทนสูงสุด
1. การเพาะต้นกล้าแบบอนุบาลสองครั้ง (double stage nursery) มีการปฏิบัติดูแลรักษาต้นกล้าปาล์มน้ำมัน 2 ระยะ คือ
1.1 ระยะอนุบาลแรก (pre-nursery) เริ่มตั้งแต่นำเมล็ดงอกเพาะในถุงพลาสติกสีดำ ขนาดเล็ก
13x18 หรือ 15x23 เซนติเมตร (5x7 หรือ 6x9 นิ้ว) หนา 0.06 มิลลิเมตร ในแปลงเพาะที่มีวัสดุพรางแสงได้
60% ถุงพลาสติกเมื่อบรรจุดินแล้วมีน้ำหนักประมาณ 1.20-1.50 กิโลกรัม จากนั้นดูแลรักษาจนต้นกล้ามีอายุ 12-14 สัปดาห์ หรือต้นกล้าสร้างใบได้ จำนวน 3-5 ใบ จึงย้ายต้นกล้าลงปลูกในถุงพลาสติกขนาด 15x18 นิ้ว
1.2 ระยะอนุบาลหลัก (main-nursery) เริ่มจากการย้ายต้นกล้าจากระยะอนุบาลแรกอายุ 12-14 สัปดาห์ลงปลูกในถุงใหญ่ขนาด 38x45 เซนติเมตร (15x18 นิ้ว) หนา 0.12 มิลลิเมตร เมื่อบรรจุดินแล้วจะมีน้ำหนัก ประมาณ 18-20 กิโลกรัม ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของดินที่นำมาบรรจุถุง ดูแลรักษาต้นกล้าจนมีอายุ 10-14 เดือน จากนั้นสามารถย้ายต้นกล้าที่สมบูรณ์ลงปลูกในแปลงจริงได้
2. การเพาะต้นกล้าแบบอนุบาลครั้งเดียว (single stage nursery) การเพาะต้นกล้าแบบนี้เป็นที่นิยมปฏิบัติในประเทศแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันในแอฟริกาตะวันตกและลาติน
อเมริกา (Turner และ Gillbanks,1982) การเพาะต้นกล้าแบบนี้เป็นวิธีที่นำเมล็ดงอกลงเพาะในถุงพลาสติก ขนาด 38x46 เซนติเมตร (15x18 นิ้ว) โดยไม่ต้องผ่านระยะ Pre-nursery ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับระยะอนุบาลหลัก (Main-nursery) ของรูปแบบการเพาะแบบอนุบาลสองครั้ง และมีการปฏิบัติดูแลรักษาเหมือนกับการดูแลรักษา ตามอายุการพัฒนาของต้นกล้าในแบบอนุบาลสองครั้งทุกประการ แต่จะแตกต่างกันตรงที่การเพาะต้นกล้าแบบ Single stage มีการเลี้ยงภายใต้วัสดุ พรางแสง 60% ในช่วงอายุ 0-10 สัปดาห์แรกของการเพาะเมล็ด โดยให้ทิศทางการบังแสงด้าน ทิศตะวันออก - ตก
การจัดการแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันที่นำเสนอนี้ จะเน้นในการจัดการแปลงเพาะแบบอนุบาลสองครั้ง (double stage nursery) ทั้งนี้เพราะการจัดการแปลงเพาะแบบอนุบาลสองครั้ง มีการปฏิบัติการที่ครอบคลุมการจัดการแปลงเพาะแบบอนุบาลครั้งเดียว คือ ในขั้นตอนการอนุบาลหลัก (main-nursery)
การเลือกสถานที่แปลงเพาะ
ข้อพิจารณาในการคัดเลือกสถานที่เพาะ เรียงตามลำดับความสำคัญ มีดังนี้
1. ควรตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำและมีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปีเพราะต้นกล้าปาล์มน้ำมันมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณที่สูงมาก 12.5 มิลลิเมตรต่อวัน (12,800 ลิตรต่อไร่ต่อวัน หรือ ต้นกล้าปาล์มจะได้รับน้ำ 2 - 3 ลิตรต่อต้นต่อวัน ถ้าใช้ระบบการให้น้ำแบบ sprinkler)
2. ควรเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำอย่างดี หรือมีร่องระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังและสามารถไหลลงสู่พื้นที่เก็บน้ำแล้วนำกลับมาใช้ได้อีก ตลอดจนพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึงในฤดูน้ำหลาก
3. ควรตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันและมีการคมนาคมสะดวก เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งต้นกล้า และลดความเสียหายของต้นกล้า
4. ควรตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพดินซึ่งมีคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพเหมาะสำหรับนำมาเป็นวัสดุเพาะต้นกล้า
5. สถานที่ตั้งเหมาะสม สะดวกต่อการรักษาความปลอดภัยและไม่มีการบังแสงแดดจากต้นไม้ใหญ่
การจัดการแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันในระยะอนุบาลแรก (pre-nursery)
วัตถุประสงค์ของการเพาะต้นกล้าแบบนี้ เพื่อทำให้สามารถดูแลรักษาต้นกล้าปาล์มน้ำมันอย่างใกล้ชิดในระยะแรกของการเจริญเติบโต
1. การเตรียมแปลง
แปลงเพาะควรอยู่ใกล้หรืออยู่ในบริเวณแปลงอนุบาลหลัก เพื่อสะดวกในการขนส่ง ต้นกล้าไปปลูกในถุงใหญ่ และพื้นที่ควรเป็นที่ราบเพื่อสะดวกในการวางถุงเพาะ การกำหนดขนาด
และแผนผังปลูกขึ้นอยู่กับจำนวนเมล็ดที่จะเพาะเป็นต้นกล้า การวางถุงควรวางเป็นบล็อกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความกว้างของบล็อกไม่ควรเกิน 1.2-1.5 เมตร หรือใช้จำนวนถุงกำหนดความกว้างของบล็อก ซึ่งใช้จำนวนถุงประมาณ 10 - 15 ใบ และความยาวของบล็อกไม่จำกัดขึ้นอยู่กับความสะดวกในการปฏิบัติงานและรูปร่างของพื้นที่แปลงเพาะ ระยะห่างระหว่างบล็อกไม่ควรต่ำกว่า 0.75 เมตร สำหรับทิศทางของการวางบล็อกควรจัดวางบล็อกแต่ละบล็อกตามแนวทิศเหนือ-ใต้ เพื่อประโยชน์ในการพรางแสงก่อนการจัดเรียงถุงในแปลงเพาะ ควรราดพื้นแปลงเพาะด้วยสารละลายป้องกันกำจัดแมลงเพื่อป้องกันกำจัดจิ้งหรีด
และแมลงอื่นที่เป็นศัตรูของต้นกล้าปาล์มน้ำมัน
2. ขนาดของถุง
ขนาดของถุงสำหรับเพาะเมล็ดควรมีขนาด 13x18 หรือ 15x23 เซนติเมตร (5x7 หรือ 6x9 นิ้ว) มีความหนา 0.06 มิลลิเมตร ซึ่งเมื่อบรรจุดินแล้วจะมีน้ำหนักประมาณ 1.201.50 กิโลกรัม ถุงจะต้องมีรูระบายน้ำด้านข้างและด้านใต้ถุง โดยมีรูขนาด 4 มิลลิเมตร และเจาะรูตั้งแต่กึ่งกลางถุงลงไปประมาณ 15-20 รู
3. การบรรจุดิน
การบรรจุดินใส่ถุงควรเลือกเฉพาะหน้าดินที่มีสมบัติทางกายภาพและเคมีที่เหมาะสม โดยเป็นดินร่วนปนเหนียวที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงและมีการระบายน้ำและอากาศได้ดี มีความเป็น
กรด ด่าง 4.57.0 ถ้าเป็นดินเหนียวควรผสมด้วยวัสดุปลูกอื่น เช่น ทราย แกลบ หรือขุยมะพร้าว อัตราส่วน 2:1 (ดิน 2 ส่วนต่อวัสดุปลูก 1 ส่วน) ข้อควรระวังคือต้องใช้ดินร่วนปนเหนียวที่ไม่แตกออกจากกันเวลาย้ายต้นกล้าลงปลูกในถุงใหญ่ ถ้าดินแตกออกจากกันจะทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อระบบรากของต้นกล้า และส่งผลให้เกิดการชะงัก การเจริญเติบโต (transplanting shock) สำหรับการบรรจุดินควรอัดดินให้แน่นพอสมควร ควรบรรจุดินล่วงหน้าก่อนการเพาะเมล็ดประมาณ 7 วัน หลังบรรจุดินวรรคน้ำพอประมาณเพื่อทำให้ดินยุบ หลังจากนั้น 1-2 วัน ควรเติมดินให้อยู่ในระดับเสมอปากถุง
4. การพรางแสง
ในระยะแรกของการเจริญเติบโต ต้นกล้าปาล์มน้ำมันจะอ่อนแอต่อแสงแดดมากโดยเฉพาะยอดอ่อนและใบอ่อน ซึ่งจะปรากฏอาการยอดและใบไหม้ (sun scorch) หรือมีอาการใบเรียวแคบกว่าปกติ และเจริญเติบโตช้า ดังนั้นในช่วง 10 สัปดาห์แรกของการเจริญเติบโตจะต้องมีการทำร่มเงาให้ต้นกล้าปาล์มน้ำมัน เพื่อทำให้ต้นกล้ามีการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างเป็นปกติ
สำหรับวัสดุพรางแสงควรเป็นตาข่ายพรางแสงที่สามารถลดความเข้มแสง (light intensity)ได้ 60% โดยในระยะอนุบาลแรกจะต้องก่อสร้างโรงเรือนเพื่อติดตั้งตาข่ายพรางแสงให้สูงกว่าระดับพื้นดินประมาณ 2 เมตรควรหลีกเลี่ยงการให้ร่มเงาที่มากเกินไป เพราะจะทำให้ต้นกล้าปาล์มน้ำมัน ยืดตัว (etiolation) เพื่อรับแสง ซึ่งเป็นเหตุให้ต้นกล้าอ่อนแอ ยอดและใบหักง่าย ตลอดจนทำให้อัตราการเข้าทำลายของเชื้อราสูงขึ้น การนำตาข่ายพรางแสงออกควรเริ่มปฏิบัติเมื่อต้นกล้ามีอายุ 10 สัปดาห์ และควรใช้ระยะเวลาการนำตาข่ายออกประมาณ 2 สัปดาห์ โดยการนำตาข่ายพรางแสงออกอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือการทำสลับแถวเว้นแถวของตาข่ายพรางแสง โดยนำตาข่ายพรางแสงออก 4 วันต่อครั้ง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใบของต้นกล้ารับแสงเข้มมากเกินไปในครั้งเดียว และเพื่อทำให้ต้นกล้าคุ้นเคยกับแสงแดดโดยตรง (Sun-hardening) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างสำคัญ เพราะถ้านำต้นกล้าออกจากแปลงเพาะระยะอนุบาลแรกไปปลูกในระยะอนุบาลหลักโดยไม่ได้ทำความคุ้นเคยกับแสงจะทำให้ต้นกล้าเกิดอาการใบไหม้ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่แนะนำให้ปฏิบัติดูแลรักษาต้นกล้าระยะอนุบาลแรกใต้ร่มไม้
5. การจัดการเมล็ดงอก (Germinated seeds)
ส่วนประกอบของเมล็ดงอกปาล์มน้ำมันที่สมบูรณ์ประกอบด้วย 4 ส่วนที่สำคัญคือ ส่วนยอด (plumule) ส่วนราก (radicle) ส่วนสะสมอาหารเพื่อการเจริญเติบโตในระยะแรกของต้น (endosperm หรือ kernel) และส่วนกะลา (shell) ซึ่งส่วนยอดและรากที่จะเจริญเติบโตต่อไปจะเชื่อมติดกับส่วนสะสมอาหารในช่วง 10 สัปดาห์แรกของการพัฒนา ถ้าส่วนดังกล่าวหลุดออกจากกันจะทำให้ต้นกล้าตายได้ หลังจากเมล็ดเริ่มงอก จะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ระยะการพัฒนาที่เหมาะสมต่อการนำเมล็ดงอกลงปลูก คือระยะ 10 - 14 วัน หลังจากเริ่มงอก สำหรับขั้นตอนการปฏิบัติ เมื่อได้รับเมล็ดงอกมีดังนี้
1. เปิดถุงใส่เมล็ด และตรวจสอบเมล็ดงอก ถ้ามีเมล็ดเสียหาย และเมล็ดผิดปกติให้คัดทิ้งจากนั้นปิดถุง และเก็บรักษาไว้ในที่ร่ม
2. ควรรีบนำเมล็ดงอกลงเพาะทันที แต่ถ้ายังไม่สามารถปลูกได้จะต้องฉีดพ่นน้ำเป็นระยะ เพื่อรักษาความชื้นภายในเมล็ด จากนั้นปิดถุงให้สนิทเก็บรักษาไว้ในที่ร่ม
3. ไม่ควรเก็บรักษาเมล็ดงอกไว้นานกว่า 14 วัน เพราะยอดและรากของเมล็ดมีการเจริญเติบโตและยาวมากขึ้น ทำให้ไม่สะดวกในการเพาะ และอาจทำให้รากและยอดเสียหายได้
6. การปลูกเมล็ดงอก
เมื่อมีการจัดวางถุงที่บรรจุดินเรียบร้อยแล้วควรรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอทั้งนี้ เพราะว่าถ้ามีการรดน้ำก่อนที่จะปลูกเมล็ดในทันทีทันใดจะทำให้ดินแน่น ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้า ปลูกเมล็ดงอกลงในหลุมที่ไม่ลึกกว่า 2.5 เซนติเมตร โดยให้ส่วนรากชี้ลง ซึ่งปลายรากจะมีสีน้ำตาล และปลายยอดจะมีสีขาว จากนั้นกลบเมล็ดด้วยดินในถุงและขุยมะพร้าว โดยให้เมล็ดอยู่ต่ำกว่าระดับผิวดินประมาณ 1.0 - 1.2 เซนติเมตร ขั้นตอนการปลูกนี้ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะรากและยอดมีความอ่อนแอมาก ถ้าไม่ระมัดระวังจะทำให้ยอดและรากหักทำให้เมล็ดงอกตายได้ เมื่อปลูกเสร็จควรรดน้ำให้ชุ่มทันที และควรตรวจสอบการกลบดินอย่าให้ยอดโผล่เพราะในระยะนี้ยอดจะอ่อนแอหลังจากปลูกเรียบร้อยแล้วควรมีการปักป้ายแต่ละบล็อก เพื่อบอกถึงวันปลูกจำนวนเมล็ดงอก และพันธุ์จากนั้นควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน ยอดสีเขียวอ่อนจะเริ่มโผล่ให้เห็นหลังจากปลูกแล้วประมาณ 9-14 วัน
7. การให้น้ำ
การให้น้ำในระยะอนุบาลแรกมีความสำคัญมาก ถ้าต้นกล้าได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ต้นกล้าเจริญเติบโตช้า มีอาการผิดปกติ เช่น ใบย่น (crinkled leaf) และอ่อนแอต่อโรค blast ซึ่งเกิดจากเชื้อ pythium และ Rhizoctonia ต้นกล้าปาล์มน้ำมันในระยะอนุบาลแรกต้องการน้ำ 0.20 - 0.30 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 125 ลิตรต่อ 500 ต้นต่อวัน ควรให้น้ำวันละ 2 ครั้งคือเช้าและเย็น ถ้ามีฝนตกมากกว่า 10 มิลลิเมตร สามารถงดการให้น้ำในวันที่ฝนตกได้สำหรับระบบการให้น้ำในระยะยอนุบาลแรกมี 2 ระบบคือ ระบบ mini sprinkler และระบบใช้คนรดน้ำ แต่ถ้ามีการเพาะต้นกล้ามากกว่า 75,000 ต้นควรเลือกใช้ระบบ mini sprinkler
8. การให้ปุ๋ย
เมื่อใบแรกของต้นกล้าพัฒนาเต็มที่ หรือประมาณสัปดาห์ที่ 4 หลังปลูกควรเริ่มใส่ปุ๋ย และให้ปุ๋ยทุกสัปดาห์ จนกว่าจะย้ายต้นกล้าไปปลูกในระยะอนุบาลหลัก โดยวิธีการให้ปุ๋ยในรูปสารละลาย หรือปุ๋ยทางใบ โดยเริ่มจากการให้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ในระยะที่ใบแรกของต้นกล้าพัฒนาเต็มที่ (ตารางที่ 1)
ตารางที่ 1 ชนิดและอัตรการใช้ปุ๋ยในแปลงอนุบาลแรก (Pre - nursery)
อายุต้นกล้าปาล์มน้ำมัน (สัปดาห์) |
ชนิดปุ๋ย |
อัตราการใช้ |
4 (ใบที่ 1 พัฒนาเต็มที่) |
46-0-0 (ยูเรีย) |
40 กรัม + น้ำ 25 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น |
5 |
18-46-0 |
75 กรัม + น้ำ 25 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น |
6 |
15-15-15/1.2 MgO |
75 กรัม + น้ำ 25 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น |
7 |
18-46-0 |
100 กรัม + น้ำ 30 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น |
8 |
15-15-15/1.2 MgO |
110 กรัม + น้ำ 30 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น |
9 |
18-46-0 |
150 กรัม + น้ำ 30 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น |
10 |
15-15-15/1.2 MgO |
150 กรัม + น้ำ 30 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น |
ที่มา : ดัดแปลงจาก Hertslet และ Duckett, 1983; Huan และ Yee, 1991; Von Uexkull และ Fairhurst, 1991;ASD COSTA RICA, 1994
หลังจากสัปดาห์ที่ 10 ไปแล้ว ถ้ายังไม่ได้ย้ายต้นกล้าปลูกในแปลงอนุบาลหลักควรมีการให้ปุ๋ยอย่างต่อเนื่องทุก ๆ สัปดาห์จนกว่าจะย้ายปลูก โดยใช้ปุ๋ย 15-15-15/1.2 MgO 150 กรัม
ต่อน้ำ 30 ลิตรใช้รดต้นกล้า 500 ต้น
ข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวังในการให้ปุ๋ยในระยะอนุบาลแรก
1. ควรเลือกใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพสูง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการใบไหม้ที่เกิดจากปุ๋ยคุณภาพไม่ดี
2. หลังจากการให้ปุ๋ยทุกครั้งควรให้น้ำตามในปริมาณเล็กน้อย เพื่อล้างปุ๋ยที่ติดค้างบนใบออกให้หมดเพื่อหลีกเลี่ยงอาการใบไหม้
3. การให้ปุ๋ยควรให้ในช่วงเช้าหรือเย็น และไม่ควรให้ปุ๋ยในช่วงที่มีแสงแดดจัด
4. ควรละลายปุ๋ยในถังขนาดใหญ่ให้มีปริมาณเพียงพอที่จะใช้รดต้นกล้า ซึ่งการละลายปุ๋ยควรทำก่อนที่จะใช้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงเพื่อให้ปุ๋ยละลายได้หมด และก่อนใช้ควรคนสารละลายให้เข้ากันอย่างดีเพื่อจะได้มีปริมาณเนื้อปุ๋ยเท่ากัน
9. การคัดต้นกล้าผิดปกติทิ้ง (Cutting)
การคัดทิ้ง (cutting) หมายถึงการคัดทิ้งต้นกล้าผิดปกติและควรต้องทำลายทิ้ง เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญในการจัดการแปลงเพาะ และมีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมัน
ซึ่งมีผลกระทบต่อผลผลิตของต้นปาล์มน้ำมันในระยะยาว ถ้ามีการคัดต้นกล้าที่ผิดปกติทิ้งอย่างรัดกุมและถูกต้อง จะทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันสูงและสม่ำเสมอการคัดทิ้งจึงยึดหลักว่า ถ้าต้นกล้ามีลักษณะที่น่าจะผิดปกติให้คัดทิ้งทันที มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายในภายหลัง สาเหตุที่ต้องมีการคัดทิ้งต้นกล้า เนื่องจากความผิดปกติทางด้านสรีระในขณะผสมเกสร ต้นกล้ามีความ
แปรปรวน
เนื่องมาจากพันธุกรรม ซึ่งความแปรปรวนของต้นกล้าในแปลงเพาะควรจะน้อยกว่า 5% เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพต่ำ การจัดการแปลงเพาะที่ไม่ได้มาตรฐาน
การคัดเลือกต้นกล้าในระยะอนุบาลแรกมีปริมาณ 15% ต้นกล้าที่คัดทิ้ง
5% ส่วนใหญ่เป็นต้นกล้าตาย ส่วนอีก10% เป็นต้นกล้าที่ไม่สมบูรณ์และผิดปกติ
9.1 ลักษณะผิดปกติในระยะอนุบาลแรก
ต้นลักษณะปกติ
|

|
ยอดและใบบิดเบี้ยว (Twisted shoot หรือTwisted leaf)
ลักษณะอาการใบขดม้วนและยอดโค้งงอเป็นอาการ
ที่เกิดจากการ
ปลูกเมล็ดงอกสลับด้านกันระหว่างรากกับยอด
|

|
ใบม้วนรอบเส้นกลางใบ (Rolled leaf หรือspike leaf) แผ่นใบม้วนด้านตั้งรอบเส้นกลางใบคล้ายกับเข็ม
หรือตะปู |

|
ใบม้วนย่น (Crinkled leaf)
เป็นอาการซึ่งเกิดจาก
หลายสาเหตุ เช่น ขาดน้ำ ขาดธาตุ
ุโบรอน และปัจจัย
ทางสรีรวิทยา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม |

|
ใบกึ่งกลางขอด (Collante) ลักษณะอาการใบ
ไม่คลี่ตรงกึ่งกลางใบ ส่วนใหญ่จะเกิดกับใบ
ลักษณะสองแฉก |

|
ใบเรียวแคบ (Narrow leaf หรือ
grass leaf)
มีลักษณะใบคล้ายกับพืชตระกูลหญ้า |

|
9.2 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการคัดทิ้ง ลักษณะอาการทั้งหมดนี้จะพบเมื่อต้นกล้ามีอายุตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไปหลังการเพาะเมล็ดงอก สำหรับการคัดทิ้ง ควรเริ่มเมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 6 สัปดาห์ ควรทำในเวลาเช้าก่อนเวลา 11.00 น. หรือช่วงหลัง 16.00 น. ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ดำเนินการคัดเลือกทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
9.3 วิธีการคัดทิ้งต้นกล้าปาล์มน้ำมัน
9.3.1 วางต้นกล้าให้เรียงเป็นแถวกลุ่มละ 50 แถว แถวละ 10 ถุง ฉะนั้น จะมีต้นกล้า 500 ต้นต่อกลุ่ม
9.3.2 ให้เดินถอยหลังแล้วคัดเลือกทีละแถว จนครบ 50 แถว เมื่อพบต้นกล้าต้นใดผิดปกติให้นำออกมานอกกลุ่มทันที เมื่อคัดเลือกเสร็จแล้วให้นำออกจากแปลงเพาะทันที
9.3.3 จัดเรียงถุงต้นกล้าที่เหลือใหม่ ทดแทนต้นที่ขาดไปจากต้นกล้าที่คัดทิ้ง
การจัดการแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันในระยะอนุบาลหลัก (Main-Nursery)
 |
 |
 |
การเพาะต้นกล้าในระยะอนุบาลหลักเป็นการเพาะในระยะที่ต่อเนื่องจากระยะอนุบาลแรกของการอนุบาลแบบสองครั้ง และอาจจะเป็นการเพาะเมล็ดงอกลงในถุงพลาสติกขนาดใหญ่
ครั้งเดียว (single stage nursery)
1. การเตรียมแปลง ลักษณะของแปลงเพาะควรอยู่ในพื้นที่ที่โล่งและควรเป็นพื้นที่ราบ หรือพื้นที่ที่มีความลาดชันไม่มากกว่า 12 องศา มีขนาดพอที่จะรองรับจำนวนต้นกล้าที่จะเพาะ
ตั้งอยู่บนที่สูงน้ำท่วมไม่ถึงมีการระบายน้ำดี
2. การวางผังแปลง ผังแปลงควรมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งขนาดของแปลงเพาะขึ้นอยู่กับจำนวนต้นกล้าและระยะห่างของการวางถุง โดยเพิ่มขนาดพื้นที่ไว้สำหรับการคมนาคม
และระบบการให้น้ำ การวางถุงปลูกนิยมวางแบบสามเหลี่ยมด้านเท่าเพื่อให้ได้จำนวนถุงมากกว่าการใช้แบบสี่เหลี่ยมและต้นกล้าสามารถรับแสงได้มากกว่าแบบสี่เหลี่ยม ระยะการวางที่เหมาะสม แสดงดังตารางที่ 2 ระยะการวางถุงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโต และผลผลิตของปาล์มน้ำมันในระยะยาวคือการวางถุงที่ระยะชิดเกินไปจะทำให้ต้นกล้าอ่อนแอทำให้เกิดการกระทบกระเทือนมากในเวลาย้ายปลูก ดังนั้น ในการวางแผนการเพาะต้นกล้า ควรพิจารณาอายุของต้นกล้าที่จะทำการย้ายปลูกเพื่อที่จะได้วางระยะห่างของถุงได้ถูกต้อง
ทิศทางการวางถุง ควรจัดวางระยะระหว่างแถวแนวทิศตะวันออก - ตก เพื่อให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดมากที่สุด
ตารางที่ 2 อายุต้นกล้าความยาวทางใบ ระยะระหว่างต้นระยะระหว่างแถว และจำนวนต้นกล้าปาล์มน้ำมันต่อไร่
อายุต้นกล้า
(เดือน) |
ความยาวทางใบ
(ซม.) |
ระยะระหว่างต้น
(ซม.) |
ระยะระหว่างแถว
(ซม.) |
จำนวน
ต้นกล้า/ไร่ |
8 |
37.0 |
75
|
65
|
3,284
|
9 |
45.8 |
10 |
54.0 |
11 |
64.2 |
90
|
78
|
2,281
|
12 |
75.6 |
13 |
80.6 |
14 |
90.9 |
120
|
104
|
1,283
|
15 |
101.8 |
16 |
113.5 |
17 |
125.9 |
150
|
130
|
404
|
18 |
137.5 |
3. ขนาดถุง ขนาดของถุงที่ใช้ในแปลงอนุบาลหลักมีหลายขนาด ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุของต้นกล้าที่จะย้ายปลูกเป็นข้อพิจารณาในการเลือกใช้ขนาดถุง (ตารางที่ 3)
ตารางที่ 3 อายุของต้นกล้าที่จะย้ายปลูกในแปลงจริงและขนาดถุงที่ใช้ในระยะอนุบาลหลัก
อายุต้นกล้าที่ย้ายปลูก (เดือน)
|
ขนาดถุง |
เซนติเมตร |
นิ้ว |
8 - 10 |
35.6 x 43.2 |
14.x 17 |
11 - 13 |
38.1 x 45.7 |
15 x 18 |
14 - 16 |
38.1 x 50.8 |
15 x 20 |
17 - 18 |
40.6 x 53.3 |
16 x 21 |
ถุงปลูกต้องเป็นถุงที่มีคุณภาพดี มีอายุการใช้งานในสภาพกลางแจ้งได้เป็นเวลานานเท่าที่จะย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลง ถ้าเลือกใช้ถุงที่มีราคาถูกและไม่มีคุณภาพจะทำให้ถุงฉีกขาดเร็ว
เป็นปัญหาในการเปลี่ยนถุง ความหนาของถุงประมาณ 0.12 มิลลิเมตร และถุงต้องมีรูระบายน้ำด้านข้างและด้านใต้ถุง โดยมีรูขนาด 4 มิลลิเมตร และเจาะรูตั้งแต่กึ่งกลางถุงลงมาประมาณ
15 - 20 รู
4. การบรรจุดิน การบรรจุดิน ต้องใช้ดินที่ไม่เปียกมากเกินไป ถ้าใช้ดินเปียก เมื่อดินแห้งจะจับตัวเป็นก้อนแข็งทำให้ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้า ดังนั้นควรบรรจุดินในสภาพที่แห้ง หรือถ้าฤดูฝนควรบรรจุดินในโรงเรือน เมื่อบรรจุดินแล้วจะมีน้ำหนักรวมถุงประมาณ 22 กิโลกรัม (ถุงขนาด 15x18 นิ้ว) ทำให้ยากในการขนย้ายถุงลงไปแปลงอนุบาลและขนย้ายต้นกล้าไปปลูกในแปลง ซึ่งอาจทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อต้นกล้าได้ ดังนั้นจึงควรผสมดินปลูกด้วยวัสดุปลูกต่าง ๆ ในถุงเพาะต้นกล้าอนุบาลหลัก ซึ่งพบว่าการใช้แกลบหรือขุยมะพร้าวผสมกับดินในอัตราส่วน 1 : 1 ทำให้มีน้ำหนักถุงปลูก 8.5 และ 9.4 กิโลกรัมตามลำดับ โดยการเจริญเติบโตของต้นกล้าไม่แตกต่างกันกับใช้ดินปลูกอย่างเดียว หลังการบรรจุดินและวัสดุปลูกลงถุงแล้ว ควรให้น้ำเพื่อให้ดินยุบตัว จากนั้นเติมดินลงไปอีกจนดินยุบคงที่ หน้าดินควรอยู่ต่ำกว่าระดับปากถุงประมาณ 4 - 5 เซนติเมตร และเพื่อให้ปากถุงพลาสติกแข็งแรงสามารถรับน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพควรพับปากถุงประมาณ 2 เซนติเมตร ดังนั้น ดินจะอยู่ต่ำกว่าปากถุงที่พับแล้วประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร
5. การย้ายปลูกต้นกล้าลงในแปลงอนุบาลหลัก ก่อนย้ายต้นกล้าควรให้น้ำในถุงใหญ่ก่อน 1 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้นพอเหมาะและสะดวกในการย้ายปลูกต้นกล้า
การปลูก ขุดดินในถุงใหญ่ขนาดความกว้างและลึกให้พอเหมาะกับขนาดของถุงขนาดเล็กเพื่อสะดวกในการนำต้นกล้าลงปลูก ซึ่งการเจาะหรือขุดดินจะปฏิบัติได้ง่าย สะดวกและไม่ทำให้ดินในถุงจับเป็นก้อน โดยใช้เครื่องมือเจาะดินที่มีขนาดเท่ากับถุงขนาดเล็ก ลำเลียงถุงเล็กวางตามจุดที่มีถุงขนาดใหญ่ที่เจาะหลุมไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วย้ายปลูกต้นกล้าลงในถุงขนาดใหญ่ จากนั้นคลุมดินปากถุงด้วยขุยมะพร้าวเพื่อรักษาความชื้นของดินภายในถุง
การปลูกควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยใช้มีดกรีดถุงพลาสติก ตามแนวยาวของถุงและนำต้นกล้าออกจากถุง โดยพยุงดินที่ติดกับรากของต้นกล้าให้ดีอย่าให้ดินที่อุ้มรากของต้นกล้าแตกออก แล้วนำวางลงในหลุมที่เตรียมไว้ โดยให้ระดับของโคนต้นกล้าอยู่ในระดับเดียวกันกับระดับของดินในถุงใหญ่ แล้วกลบดินไม่ให้มีช่องว่างภายในหลุม ซึ่งช่วยให้ต้นกล้าอยู่ในถุงใหญ่อย่างมั่นคงและแข็งแรง ในขั้นตอนการปลูกนี้ถ้าไม่ระมัดระวังจะทำให้้ต้นกล้ากระทบกระเทือน ส่งผลให้ต้นกล้ามีอัตราการเจริญเติบโตช้าในขั้นตอนการย้ายปลูกควรหลีกเลี่ยงช่วงอากาศที่ร้อนจัดเมื่อปลูกเสร็จต้องให้น้ำทันทีและควรหลีกเลี่ยงการปลูกลึกหรือตื้นเกินไป
6. การดูแลรักษาต้นกล้าระยะอนุบาลหลัก
6.1 การให้น้ำ การที่จะดำเนินการเพาะต้นกล้าให้สำเร็จนั้นนับเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาและการเจริญเติบโตของต้นกล้า ในระยะอนุบาลหลัก
ต้นกล้ามีความต้องการน้ำ 12.5 มิลลิเมตรต่อวัน (20,000 ลิตรต่อไร่ต่อวัน) ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วต้นกล้าจะได้รับน้ำในระบบการให้น้ำแบบ Sprinkler 2 - 3 ลิตรต่อต้นต่อวัน และในระบบการให้น้ำแบบ Drip irrigation 4 - 5 ลิตรต่อต้นต่อวัน ควรแบ่งให้น้ำ 2 ครั้งต่อวันในช่วงเช้า
และเย็น
6.2 การให้ปุ๋ย การให้ปุ๋ยในระยะอนุบาลหลักควรให้ปุ๋ยทุก ๆ 2 สัปดาห์ จนกระทั่งอายุครบ 48 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงใส่ทุก ๆ 3 สัปดาห์ และถ้าหากว่าดินที่ใช้เพาะต้นกล้านั้นมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ หรือเป็นดินชั้นล่างควรจะใส่ปุ๋ยคีเซอร์ไรต์ ทุก ๆ 6 - 8 สัปดาห์เพื่อจะให้ธาตุแมกนีเซียม และควรเริ่มใส่ปุ๋ยโบแร๊กซ์ในช่วงต้นกล้าอายุ 24 สัปดาห์เพื่อให้ธาตุโบรอน การใส่ปุ๋ยควรระมัดระวังเพราะถ้าใส่ปุ๋ยถูกใบอ่อนของต้นกล้าจะทำให้เกิดรอยไหม้้วิธีใส่ควรโรยปุ๋ยให้สูงจากพื้นดินไม่เกิน 5 เซนติเมตร และโรยรอบ ๆ โคนต้นเป็นวงแหวนห่างจากโคนประมาณ 5 - 7 เซนติเมตร และควรหลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยที่มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เป็นพิษต่อต้นกล้า ก่อนการย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลงปลูก 2 สัปดาห์ ควรงดการให้ปุ๋ยทั้งหมด การใส่ปุ๋ยควรพิจารณาการ
เจริญเติบโตและอาการของต้นกล้า เพื่อให้้แน่ใจว่า ต้นกล้าได้รับธาตุอาหารที่เพียงพอ (ตารางที่ 4)
ตารางที่ 4 ชนิดและอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีในแปลงอนุบาลหลักตามอายุต้นกล้าปาล์มน้ำมัน
อายุต้นกล้าปาล์มน้ำมัน
(สัปดาห์) |
ชนิดปุ๋ย |
อัตราการใช้
(กรัมต่อต้น) |
12 |
18-46-0 |
7 |
14 |
13-13-21 |
7 |
16 |
15-15-15 - 1.2 |
7 |
18 |
13-13-21 |
7 |
20 |
15-15-15 + กีเซอร์ไรต์ (27 %) |
10 +10 |
22 |
13-13-21 |
10 |
24 |
15-15-15 + 1.2 โบแร็กซ์ (47 %) |
10 + 0.50 |
26 |
13-13-21 + กีเซอร์ไรต์ |
10 +10 |
28 |
15-15-15-1.2 |
10 |
30 |
13-13-21 |
10 |
32 |
15-15-15-1.2 |
15 |
34 |
13-13-21 + กีีเซอร์ไรต์ |
15 +10 |
36 |
15-15-15 - 1.2 |
20 |
38 |
13-13-21 + โบแร็กซ์ |
20 + 0.50 |
40 |
15-15-15 - 1.2 |
20 |
42 |
13-13-21 + กีีเซอร์ไรต์ |
20 +15 |
44 |
15-15-15 - 1.2 |
20 |
46 |
โบแร็กซ์ |
0.50 |
48 |
13-13-21 + กีีเซอร์ไรต์์ |
25 + 20 |
51 |
15-15-15 - 1.2 |
25 |
54 |
15-15-15 - 1.2 |
30 |
57 |
โบแร็กซ์ |
0.50 |
60 |
13-13-21 + กีีเซอร์ไรต์ |
30 + 25 |
ที่มา : ดัดแปลงจาก Hertslet and Duckett, 1983; Huan and Yee, 1991; von Uexkull and Fairhurst, 1991; ASD COSTA RICA, 1994.
6.3 การเตรียมต้นกล้าที่พร้อมจะนำไปปลูกในแปลงจริง มีวัตถุประสงค์เพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการชะงักการเจริญเติบโตของต้นกล้า
จากการเคลื่อนย้ายไปปลูก (Transplanting shock) ควรปฏิบัติดังนี้
(1) ก่อนการเคลื่อนย้ายต้นกล้า 1 เดือน ควรใช้มีดหรือกรรไกรที่คมและสะอาดตัดรากของต้นกล้าที่ี่แทงทะลุผ่านรูถุงออกมาข้างนอก 50
เปอร์เซ็นต์ และหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ จะตัดรากที่แทงทะลุถุงที่เหลือทั้งหมด
(2) ถ้าต้นกล้ามีใบขนาดใหญ่กว่าปกติควรตัดปลายใบออก 20 เปอร์เซ็นต์ แต่จะต้องพิจารณาความเหมาะสมและไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อทรงพุ่ม
(3) ก่อนการเคลื่อนย้ายต้นกล้า 1 สัปดาห์ควรงดการให้น้ำและปุ๋ยเพื่อเตรียมต้นกล้าให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในแปลงปลูก
(4) การเคลื่อนย้ายต้นกล้าจะต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือน
7. การคัดต้นกล้าผิดปกติทิ้ง การคัดทิ้งต้นกล้าในระยะอนุบาลหลักมีประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์
7.1 ลักษณะผิดปกติในระยะอนุบาลหลัก
ใบแบบขนนก (Pinnate leaf) ไม่คลี่ออกเป็นใบย่อยหรือคลี่ออกบางส่วน ซึ่งส่วนมากอาการของใบไม่คลี่จะคล้ายกับปาล์มเป็นหมัน (sterile palm) ซึ่งต้นกล้าชนิดนี้จะให้ผลผลิตต่ำมาก 1.2 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี
เมื่ออายุ
3 - 5 ปี ในขณะที่ต้นปาล์มปกติให้ผลผลิต
เฉลี่ย 72.5 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี |
 |
 |
ใบย่อยไม่คลี่ (Juvenile seedling) |
ต้นกล้าปกติ |
ใบย่อยไม่คลี่ |
|
|
|
ต้นสูงชะลูด หรือต้นเป็นหมัน
(Upright or
sterile
seedling)
ต้นปาล์มน้ำมันมีลักษณะทางใบที่ทำมุมแคบมากทางใบตั้งตรง
และมองดูแข็งส่วนมาก
ทางใบด้านล่างทำมุมกว้าง
มากกับต้นและต้นสูงชะลูด เมื่อนำต้นกล้าชนิดนี้ปลูกในแปลงจะให้ผลผลิตต่ำมากจนถึงไม่ให้ผลผลิต |
| ใบเกิดใหม่สั้น (Flat top seedling) ลักษณะของต้นในด้านความสูงมองแล้ว
ด้านบนค่อนข้างเป็นเส้นตรง ซึ่งเกิดจากใบที่เกิดใหม่สั้นกว่าใบเก่า ดังนั้นส่วนยอดของต้นจะไม่ยืดยาวออกมาทำให้มองเห็นด้านบนเท่ากัน |
 |
 |
ต้นเล็กแคระแกร็น (Runts) (ต้นขวามือ)ลักษณะของต้น
มีการเจริญเติบโตและพัฒนาช้ากว่าปกติิ ซึ่งทำให้ต้นมีขนาดเล็ก
และ
แคระแกร็น เมื่อนำต้นกล้าชนิดนี้ไปปลูก
ในแปลงจะให้ผลผลิตเพียง
1.55 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี
เมื่อมีอายุ 3 - 5 ปี |
ทางใบตก และต้นอ่อนแอ (Limp form)
ทางใบของต้นกล้าชนิดนี้จะอ่อนแอ
และทางใบ
ลู่ลงหรือทางใบตก ซึ่งทำให้สังเกตเห็นลักษณะ
ต้นกล้าเป็นแบบ Flat top สำหรับระยะเวลาของการ
แสดงอาการนี้จะค่อนข้างสั้น เมื่อนำต้นกล้า
ชนิดนี้ไปปลูกผลผลิตจะลดลง
จากต้นกล้าปกติ
40.8 เปอร์เซ็นต์ |
 |
|
ใบย่อยแน่นทึบ (Short internode) จะปรากฏในรูปขนนก
โดยใบย่อยจะอยู่ชิดแน่นและส่วนมาก
แผ่นของใบย่อยจะกว้างกว่าปกติ ทำให้มองเป็นทางใบมีใบย่อยแน่นทึบ เมื่อนำไปปลูกในแปลงทำให้ผลผลิตลดลงถึง 73.3 เปอร์เซ็นต์ |
ใบย่อยห่างกัน (Wide internode) ระยะระหว่างใบย่อยบนทางใบแบบขนนกจะห่างกัน
มากกว่าปกติ ทำให้มีลักษณะทางต้นโปร่งกว่าปกติ อย่างไรก็ตามอาการนี้จะมีลักษณะคล้ายกับต้นปาล์มที่วางถุง
ชิดกันมากเกินไปทำให้ต้นปาล์มชะลูด (etiolation) ดังนั้นในการ
คัดทิ้งต้นผิดปกติจะต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ |
|
 |
ใบย่อยแคบ (Narrow pinnae)
ต้นกล้ามีใบย่อย
เรียวแคบ ใบสีเขียวซีด
กว่าต้นปกติ และทางใบค่อนข้างทำมุมแคบกับต้น ซึ่งเมื่อนำไปปลูกในแปลงให้ผลผลิตต่ำมาก 9.1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี |
ใบขาวซีด (Chimera)
ต้นกล้าปาล์มน้ำมันแสดงอาการ
ใบขาวซีด ซึ่งเป็นอาการของการไม่มีคลอโรฟิลล์ ซึ่งอาการใบขาวซีดนี้เกิดจากพันธุกรรม
ของปาล์มน้ำมัน ส่วนใหญ่จะแสดงอาการก่อน
ต้นกล้าอายุ
4 เดือนหลังจากปลูกเมล็ดงอก |
|
7.2 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการคัดทิ้ง
การคัดทิ้งในระยะอนุบาลหลักเป็นการคัดทิ้งครั้งที่ 2 นับจากการปลูกเมล็ดงอก ทำก่อนการย้ายปลูก 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามยังมีลักษณะต้นกล้าที่ต้องคัดทิ้ง คือต้นกล้าที่มีเชื้อราเข้าทำลายอย่างรุนแรง
เช่น โรค blast Anthracnose และ Curvularia เป็นต้น
7.3 วิธีการคัดทิ้งต้นกล้าในระยะอนุบาลหลัก
7.3.1 วางต้นกล้าเป็นแถว ตามการวางถุงในอนุบาลหลัก
7.3.2 เดินถอยหลังแล้วคัดทีละ 2 แถว ที่อยู่ใกล้กับผู้ปฏิบัติ
7.3.3 ต้นกล้าที่ถูกคัดทิ้งต้องนำออกจากแปลงเพาะแล้วใช้มีดตัดยอดทิ้งทันที
ข้อควรปฏิบัติในการจัดการแปลงเพาะต้นกล้า
1. ควรสร้างห้องเก็บของชั่วคราวในบริเวณแปลงเพาะเพื่อสะดวกในการเก็บวัสดุต่าง ๆ
2. ในพื้นที่แปลงเพาะทีมีโอกาสเสี่ยงในการลักขโมย ควรจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย เพื่อดูแลทรัพย์สินและต้นกล้าปาล์มน้ำมัน
3. ในระบบการให้น้ำที่ติดตั้งท่ออยู่บนพื้นดิน ต้องระมัดระวังในการให้น้ำ โดยจะต้องปล่อยน้ำที่เหลือติดท่อออกให้หมดก่อนที่จะให้น้ำต้นกล้า เพราะน้ำที่ติดในท่อจะถูกแสงแดดทำให้
น้ำร้อน เมื่อนำไปรดต้นกล้าจะทำให้เกิดใบไหม้หรือต้นกล้าตายได้
4. ควรมีอุปกรณ์ของระบบน้ำ เพื่อสะดวกในการซ่อมแซมระบบน้ำที่ชำรุด
5. ไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ประเภท 2,4 D และ 2,4, 5 -T (วัชพืช) และประเภทสารประกอบที่มีทองแดง (โรคพืช)
6. ควรทำเครื่องหมายถังฉีดพ่นสารเคมีต่างๆ ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการใช้ถังฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ร่วมกับสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง และปุ๋ยทางใบ

|