สถานการณ์และยุทธศาสตร์พลังงาน

การผลิตไบโอดีเซล

 โรคบราวน์เยิม
โรคที่เกิดจากเชื้อ
โรคแอนแทรคโนส
โรคใบไหม้
โรคใบจุด
โรคบลาส
โรคทางใบบิด
โรคใบจุดสาหร่าย
โรคลำต้นเน่า
โรคลำต้นส่วนบนเน่า
โรคผลร่วง
โรคทะลายเน่า

 

การปลูกปาล์มน้ำมันในดินพรุ

       ดินพรุ หรือ Peat and Muck Soils หรือ Bug Soils   เป็นดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูงเกิดในบริเวณที่ลุ่มน้ำขัง

       ลักษณะเด่น คือ สีจะคล้ำมีอินทรีย์วัตถุสูงมากกว่า 20% เป็นกรดจัด เมื่อระบายน้ำออกจะหดตัวได้มาก พบมากในภาคใต้ของประเทศไทย เช่น ชุดดินนราธิวาส

ดินพรุแบ่งออกตามระดับความลึกของพรุได้ 3 ระดับคือ

ชั้นของดินพรุ
ความลึก
พรุตื้น   น้อยกว่า 1.5 เมตร
พรุลึกปานกลาง   1.5 - 3.0 เมตร
พรุลึก   มากกว่า 3.0 เมตร

 

ลักษณะทางกายภาพของดินพรุ

       1. บริเวณที่พบดินพรุมักพบในพื้นที่ที่ลุ่มลึก การระบายน้ำทำได้ยาก ตลอดด้านในของแนวชายฝั่งทะเล
       2. ส่วนประกอบของดินพรุ มีทั้งเศษซากพืชที่ยังไม่ย่อยสลาย และที่ย่อยสลายแล้วที่มีขนาดต่าง ๆ กัน ทั้งที่เป็นตอไม้และท่อนไม้ ซึ่งมีส่วนประกอบของไฟเบอร์ 20 - 60%
       3. ความลึกของพรุมีตั้งแต่ไม่กี่่เซนติเมตร จนถึงลึกกว่า 9 เมตร
       4. ในพื้นที่ดินพรุมีระดับน้ำใต้ดินสูง พบว่าระดับความชื้นในตัวดินพรุมีสูงถึง 100 - 1,300% ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งทำให้พรุีมีสภาพคล้ายดินที่อิ่ม หรือพองตัวด้วยน้ำ ความหนาแน่นต่ำ
ไม่สามารถทนรับน้ำหนักได้มาก
       5. ถ้ามีการระบายน้ำออกจากพื้นที่ดินพรุหรือทำการเพาะปลูก จะทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของดินพรุเป็นผลให้เนื้อดินพรุหดตัวลง และพื้นดินพรุจะทรุดตัวลง

ลักษณะทางเคมีของดินพรุ

       1. มีค่า pH ต่ำมาก ประมาณ 3.0 - 4.5 ในบางพื้นที่ที่มีส่วนประกอบของกำมะถัน ค่า pH อาจต่ำถึง 3.0
       2. ค่าความเค็ม หรือการนำไฟฟ้า (electrical conductivity) โดยทั่วไปมีค่าต่ำ (น้อยกว่า 1 mmhos/ซม.) แต่ในบางพื้นที่อาจมีค่าสูงถึง 4.7 mmhos/ซม. ซึ่งในดินที่เหมาะสม สำหรับการปลูกพืชค่าการนำไฟฟ้าไม่ควรเกิน 2 mmhos/ซม.
       3. มีปริมาณคาร์บอนและไนโตรเจนสูงมาก แต่เมื่อนำมาคิดคำนวณเป็นค่า อัตราส่วน C/N (C/N ratio) แล้วพบว่่ามีค่าสูงมาก นั่นคือ มีค่าไนโตรเจนต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าของคาร์บอน ดังนั้นในดินพรุจึงมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยไนโตรเจน
       4. มีธาตุฟอสฟอรัส และโปแตสเซียมต่ำมาก
       5. มีค่า Cation Exchange Capacity (C.E.C.) สูงมาก อาจถึง 100 meq/ดิน 100 กรัม หมายถึงในดินพรุมีปริมาณอินทรีย์วัตถุอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถเป็นแหล่งธาตุอาหาร
ให้กับพืชได้
       6. มีปริมาณแคลเซียม โปแตสเซียม และแมกนีเซียมที่ี่แลกเปลี่ยนได้ต่ำ (exchangeable K, Ca, Mg) เนื่องจากมีการผุพังสลายต่ำหรือมีค่า base saturation ต่ำมาก
       7. ในดินพรุมักขาดจุลธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งทองแดง และสังกะสี

 

ปัญหาของดินพรุในการทำการเกษตร

จากลักษณะทางกายภาพและเคมีของดินพรุ ทำให้เกิดปัญหาในการพัฒนาทางการเกษตร ดังนี้

       1. ดินพรุมีการระบายน้ำที่เลวเนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่มลึก หาทางระบายน้ำออกได้ยาก

       2. ดินพรุมีสภาพเป็นกรดมากกว่าปกติ

       3. เมื่อมีการระบายน้ำและทำการเพาะปลูก
เนื้อดินพรุจะหดตัว และทรุดตัวลงทำให้เกิดปัญหาการยึดเกาะของรากพืช และการล้มเอียงของต้นไม้
ยืนต้น

       4. ในกรณีที่มีการระบายน้ำออกมากเกินไป
ทำให้พื้นที่แห้งลงอย่างรวดเร็ว 

      

 

       5. มีโครงสร้างของดินที่อ่อนนุ่มมาก ไม่สามารถรับน้ำหนักของเครื่องจักรกลได้
           
       6. เศษซากไม้ใหญ่ ๆ อาจเป็นปัญหาในการใช้
้เครื่องจักรกล
       
       7. เนื่องจากดินพรุมี base saturation ต่ำ ทำให้มีจุลธาตุที่มีประจุบวกต่ำไปด้วย

  

ข้อได้เปรียบในการทำการเกษตรในดินพรุ           

       นอกจากปัญหาและอุปสรรค์สำหรับการ เกษตรในดินพรุแล้ว เมื่อพิจารณาถึงข้อดี ก็พบว่าในดินพรุมีข้อได้เปรียบในการทำการเกษตร สรุปได้ดังนี้
               1. มีเนื้อดินที่อ่อนนุ่มเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของรากพืช โดยเฉพาะพืชฤดูเดียว
               2. มีปริมาณน้ำในดินมาก จึงไม่พบปัญหาความเครียดของพืชจากการขาดน้ำ
               3. มีค่า C.E.C สูง ทำให้สามารถเก็บธาตุอาหารที่ใส่ลงในดินได้มากกว่าปกติ การสูญเสียธาตุอาหารต่าง ๆ มีน้อยมาก
               4. ในดินพรุไม่พบการดูดยึดธาตุอาหาร เช่น ฟอสฟอรัส แต่กลับช่วยให้เป็นประโยชน์มากขึ้น

 

 

            จากคุณสมบัติที่ดีของดินพรุนั้น ทำให้สามารถใช้ดินพรุทำการเกษตรได้ โดยต้องคำนึงถึงการจัดการให้้เหมาะสม เช่น ไม่ระบายน้ำออกมากเกินไปจนทำให้พื้นที่นั้นแห้ง อันจะเป็น
สาเหตุให้ดินทรุดตัว และเกิดไฟไหม้ได้ง่าย ดังนั้นจึงควรรักษาระดับน้ำที่เป็นประโยชน์กับพืช ซึ่งทำให้ต้นทุนในการระบายน้ำ และสร้างถนนในดินพรุเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสภาพพื้นที่ปกติ แต่เมื่อคิดถึงการสร้างงาน การสร้างรายได้ รวมทั้งสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ก็คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง

เทคนิคการปลูกปาล์มน้ำมันในดินพร

       ในดินพรุที่ลึกน้อยกว่า 1 เมตร การปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อให้รากถึงดินชั้นล่างได้เร็วขึ้น อาจใช้เทคนิค hole in hole ส่วนในดินพรุที่ลึกเกิน 3.0 เมตรนั้น ก่อนนี้มีคำแนะนำไม่ให้ปลูกปาล์มน้ำมัน แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคนิคที่พัฒนาขึ้นมา จะไม่คำนึงถึงความลึกของพรุมากนัก ในบางที่ที่มีความลึกของพรุมาก ๆ เมื่อปลูกปาล์มน้ำมันแล้ว กลับเจริญเติบโตดีกว่าในพรุปานกลางและพรุตื้นก็เคยพบ

 

เทคนิคการปลูกปาล์มน้ำมันแบบ hole in hole


ผลผลิตปาล์มนำมันที่ปลูกในดินพร

     ผลผลิตมีความแปรปรวนอย่างมาก เนื่องจากสาเหตุความลึกของชั้นดินพรุ ปริมาณธาตุอาหาร ความหนาแน่นของเนื้อดิน ระยะปลูก รวมทั้งการปฏิบัติดูแลรักษาแต่บางประเทศได้ทำการปลูกและมีรายงานข้อมูลผลผลิตปาล์มน้ำมัน ดังนี้

ประเทศอินโดนีเซีย บนเกาะสุมาตราเหนือ
      Nigeria Lame Estate ซึ่งมีความลึกของดินพรุหลายระดับ 0 - 25 ซม., 25 - 150 ซม. และมากกว่า 150 ซม. สามารถให้ผลผลิตเฉลี่ย 13 ปี คือ 2.5 ตัน/ไร่/ปี
       Ajamu Estate มีความลึกของพรุ 1 - 4 เมตร ให้ผลผลิต 3.8 ตัน/ไร่/ปี

ประเทศมาเลเซีย
      ผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ปลูกในดินพรุของประเทศมาเลเซีย เฉลี่ย 7 ปี คือ 4.21 ตัน/ไร่/ปี (จำนวนต้นปลูก 26 ต้น/ไร่)
       ส่วนผลผลิตเฉลี่ยของประเทศ 3.25 ตัน/ไร่/ปี เมื่อเปรียบเทียบผลผลิตเฉลี่ยในดินพรุกับดินทั่วไป จะเห็นได้ว่า การปลูกปาล์มน้ำมันในดินพรุสามารถให้ผลผลิตที่สูงกว่าในดินทั่ว ๆ ไป แม้ว่าจะต้องลงทุนค่อนข้างสูงกว่าปกติ ในขณะที่อายุการเก็บเกี่ยวเท่าที่มีรายงานพบว่าสามารถให้ผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 15 ปี

 

ต้นปาล์มน้ำมันในพื้นที่ดินพรุ ประเทศมาเลเซีย

 

การลงทุน

       ต้นทุนในการจัดการระบายน้ำสูง เนื่องจากสภาพของเนื้อดินพรุเองที่มีความแน่นน้อย และปริมาณน้ำที่มีอยู่มาก ทำให้ต้องมีการทำร่องระบายน้ำที่ดี และการทำถนนที่ค่อนข้างยุ่งยากกว่า
ในพื้นดินทั่ว ๆ ไป

คำแนะนำสำหรับการปลูกปาล์มน้ำมันในดินพ

       1. จำนวนต้นต่อไร่ ในดินพรุที่ความลึกของพรุปานกลาง (1 - 2 เมตร) พรุลึก (1 - 3 เมตร) และพรุลึกมาก (3 เมตรขึ้นไป)  ควรปลูกปาล์มน้ำมัน 26 ต้น/ไร่ ส่วนพรุตื้น
ควรปลูก 22 - 24 ต้น/ไร่

       2. การบดอัดดินพรุ ใช้เครื่องจักรกลบดอัดดินตามแถวปลูกและแนวเก็บเกี่ยวในระหว่างเตรียมดินการบดอัดดินพรุเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปลูกปาล์มน้ำมันในดินพรุครั้งแรกโดยจะต้องใช้รถขุดไฮโดรลิกบดอัดดินทั้งทางเดินที่ใช้ในการเก็บผลผลิต และแถวปลูก ทั้งนี้ครั้งแรกรถขุดจะต้องเอาซากพืชที่ตกค้างในดินพรุแล้วลากมารวมกองกันเป็นแนวบริเวณที่ไม่ได้ปลูกปาล์มน้ำมัน ตามด้วยรถขุดวิ่งบดอัดดิน 2 - 3 เที่ยวในดินที่เปิดใหม่ ต้องบดอัดให้ดินยุบลงไปประมาณ 50 ซม.  

       3. การเตรียมพื้นที่ปลูก จำเป็นต้องมีการบดอัดบริเวณแนวปลูก หรือใช้เทคนิคปลูกแบบหลุมเล็กในหลุมใหญ่ (hole in hole) เพื่อให้รากถึงดินชั้นล่างเร็วเพื่อป้องกันต้นเอนล้ม
           ต้องมีระบบการควบคุมระดับน้ำในร่องระบายน้ำ พยายามรักษาระดับน้ำให้ต่ำกว่าผิวดิน 50 - 70 ซม.

       4. ปาล์มน้ำมันที่ล้มหรือเอียงมาก ต้องตัดแต่งทางใบออก เพื่อให้ต้นปาล์มพัฒนาทางลำต้น ซึ่ง ต้นปาล์มจะฟื้นตัว ภายใน 3 ปี        

      5. การเลือกพันธุ์ปาล์ม ใช้พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมเทเนอราที่มีต้นเตี้ย        

       6. หลีกเลี่ยงการใ่ส่ปุ๋ย N และ/หรือ P และ ปูนมากเกินไป เพราะจะไปทำให้รากปาล์มโผล่ และ้ล้มง่าย

 

การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันช่วงอายุไม่เกิน 3 ปี

อายุปาล์มน้ำมัน (ปี)
ชนิดและปริมาณปุ๋ยเคมี (กก./ต้น)
21-0-0
18-46-0
0-0-60
โบแรท
จุนสี
1
1.00
1.00
1.50
0.09
1.20
2
2.50
1.20
2.50
0.13
0.80
3
2.50
1.50
4.00
0.13
0.40
รวม (กก./ต้น/ปี)
6.00
3.70
8.00
0.35
2.40
รวม (กก./ไร่/ 3ปี)
136.00
84.36
182.40
7.99
54.72

 

การจัดการธาตุอาหารสำหรับปาล์มน้ำมันอายุมากกกว่า 3 ปี

     ไนโตรเจน ให้ยูเรียไม่เกิน 1 กก./ต้น/ปี
       ฟอสฟอรัส สำหรับปาล์มใหญ่ให้ร็อคฟอสเฟต (0 - 3 -0) ไม่เกิน 1.25 กก./ต้น/ปี
การดูแลทั่วไป ให้ร็อคฟอสเฟต 1 กก./ต้น/ปี ก็เพียงพอแล้ว
       โปแตสเซียม ใช้ปุ๋ย 0 - 0 - 60 หรือขี้เถ้าทะลายปาล์มน้ำมันก็ได้ หรือใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กันไป โดยใช้อัตรา 5 - 6 กก./ต้น/ปี
       ปูนขาวไม่แนะนำให้ใช้ปูนขาวในช่วงแรก ควรใช้ตามความจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพปูนเกิน
       
       สังกะสีและทองแดง
ใช้ ZnSo4 และ
CuSO4 อย่างละ 15 กรัม รองก้นหลุมร่วมกับ
0 - 3 - 0 และหว่าน ZnSo4 และ CuSO4
อย่างละ 200 กรัม โรยบนผิวดินรอบ ๆ ต้น
เมื่อสิ้นสุดปีที่ 1 และปีที่ 2 อีก 100 - 200 กรัม ควรทำการวิเคราะห์ใบโดยรักษา ระดับ Cu
ที่ 3.5 - 5 ppm และ Zn ที่ระดับ 15 - 20 ppm
       
       โบรอน
ต้องใส่ปุ๋ยโบรอน 100 - 200
กรัม/ต้น/ปี ถ้าผลการวิเคราะห์ใบมีโบรอนต่ำกว่า
10 -20 ppm (เนื่องจากค่าวิกฤตของการวิเคราะห์ใบสำหรับโบรอนอยู่ที่ 10 - 20 ppm)