สถานการณ์และยุทธศาสตร์พลังงาน

การผลิตไบโอดีเซล

 โรคบราวน์เยิม
โรคที่เกิดจากเชื้อ
โรคแอนแทรคโนส
โรคใบไหม้
โรคใบจุด
โรคบลาส
โรคทางใบบิด
โรคใบจุดสาหร่าย
โรคลำต้นเน่า
โรคลำต้นส่วนบนเน่า
โรคผลร่วง
โรคทะลายเน่า

 

 

หนูศัตรูปาล์มน้ำมัน

 

หนูป่ามาเลย์

           พบมากในสวนป่าละเมาะ ดงหญ้าที่เกิดภายหลังการเปิดป่าใหม่ ป่าโกงกาง พบเฉพาะในภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปโดยเฉพาะในสวนปาล์มน้ำมันทางภาคใต้ของประเทศไทยแม้ว่า
หนูชนิดนี้มีอุปนิสัยปีนป่ายต้นไม้คล่องแคล่วแต่เมื่อใช้กรงดักวางบนพื้นดิน หนูชนิดนี้ก็ติดกรงดักได้ง่ายกว่าหนูนาใหญ่

ลักษณะหนูป่ามาเลย์
           เป็นหนูขนาดกลาง ขนด้านหลังสีน้ำตาลเขียวมะกอก และจะ
เข้มขึ้นในบริเวณกลางหลัง ขนเรียบนุ่มไม่มีขนแข็งปนขนด้านท้องขาวล้วนหรือขาวปนเทาจาง ขนาดความยาวหัวถึงลำตัว 100 - 180 มม. ความยาวหาง 125 - 198 มม. ความยาวตีนหลัง 28 - 32 มม. ความยาวหู 16 - 22 มม. น้ำหนักตัว 55 - 152 กรัม นมที่บริเวณคอถึงขาหน้า 2 คู่ บางตัวมีเต้านมคู่ที่ 3 อยู่ชิดคู่ที่ 2 หรือห่างกันไม่เกิน 10 มม. จากคู่ที่ 2 และบางครั้งมีเต้านมคู่ที่ 3 ข้างเดียว และที่บริเวณขาหลัง 3 คู่ หนูป่ามาเลย์เพศเมียสามารถผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 84 วัน เพศผู้เมื่ออายุ 163 วัน ระยะตั้งท้องนาน 21 - 22 วัน จำนวนลูกต่อครอก 5 ตัว วงรอบเป็นสัดทุก ๆ 5 - 8 วัน ในสวนปาล์มน้ำมันประเทศมาเลเซีย เพศเมียสามารถให้ลูกต่อครอก 4 - 10 ตัว อายุขัยในสภาพ สวนปาล์มน้ำมัน 7 - 8 เดือน ระยะหากินของเพศผู้โดยเฉลี่ย 30 เมตรเพศเมีย ประมาณ 25 เมตร

ลักษณะการทำลาย
           หนูป่ามาเลย์ชอบกินดอกตัวเมียและดอกตัวผู้ ตลอดจนลูกปาล์มน้ำมันทั้งดิบและสุก เมื่อหนูป่ามาเลย์กินลูกปาล์มน้ำมันที่ร่วงบนพื้นดิน มันจะขนลูกปาล์มน้ำมันไปกินใต้กองทางใบ
หนูป่ามาเลย์จะเริ่มเข้าทำลายปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ปาล์มปลูกใหม่จนถึงต้นปาล์มสิ้นอายุการให้ผลผลิต และจะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จึงเป็นศัตรูปาล์มน้ำมันที่สำคัญที่สุด

 

หนูพุกใหญ่หรือหนูแผง

หนูพุกใหญ่หรือหนูแผง
           พบทั่วประเทศในพื้นที่เกษตรกรรมที่มีดงหญ้าคา หญ้าขน เป็นศัตรูสำคัญในนาข้าว พืชไร่ และในสวนปาล์มน้ำมันที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี โดยเฉพาะบริเวณที่มีวัชพืชขึ้นในพื้นที่
ลักษณะหนูพุกใหญ่
           เป็นหนูที่มีขนาดใหญ่ คือ ตัวเต็มวัยความยาวหัวและลำตัว 246 มม. ความยาวหาง 244 มม. ความยาวตีนหลัง 56 มม. ความยาวหู 30 มม. น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 480 กรัม
วัยเจริญพันธุ์อายุประมาณ 4 เดือนขึ้นไป เพศเมียมีวงรอบเป็นสัด 5 - 8 วัน ระยะตั้งท้อง 23 - 30 วัน ให้ลูกปีละ 2 ครอก ๆ ละ 5 - 8 ตัว
ลักษณะการทำลาย
          กัดกินโคนต้นอ่อน ทางใบ และลูกปาล์มน้ำมันที่อยู่ใกล้กับพื้นดินเท่านั้น เนื่องจากเป็นหนูขนาดใหญ่ จึงไม่ชอบปีนป่ายต้นไม้

 

หนูบ้านท้องขาว

หนูบ้านท้องขาว
          พบทั่วประเทศทั้งในนาข้าว พืชไร่ ไม้ผล บ้านเรือน สวนผลไม้ต่าง ๆ และสวนปาล์มน้ำมันตั้งแต่เริ่มปลูกใหม่ จนถึงต้นปาล์มสิ้นอายุการให้ผลผลิต

ลักษณะหนูบ้านท้องขาว
          เป็นหนูขนาดกลาง น้ำหนักตัวประมาณ 140 - 250 กรัม ความยาวหัวถึงลำตัว 182 มม. ความยาวหาง 188 มม. ความยาวตีนหลัง 33 มม. ความยาวหู 23 มม. นมที่ท้องบริเวณคอถึงขาหน้า 2 คู่ ที่บริเวณขาหลัง 3 คู่ ขนด้านหลังสีน้ำตาล ขนที่ท้องสีขาวนวล ตีนหลังสีขาว หน้าค่อนข้างแหลม หูใหญ่กว่าหนูชนิดอื่น เมื่อเทียบกับหน้า ผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 130 วัน ระยะตั้งท้องนาน 21 - 23 วัน จำนวนลูกต่อครอก 7.2 ตัว วงรอบเป็นสัดทุก ๆ 4 วัน ในสภาพมีอาหารสมบูรณ์ มีลูกได้ตลอดปี

ลักษณะการทำลาย
          กัดกินทางใบและโคนต้นปาล์มเล็ก

 


ลักษณะการทำลายที่เกิดจากหนู

การทำลายที่เกิดจากหนูในปาล์มระยะปลูกใหม่

โคนต้นปาล์มถูกกัดแทะ

   

การทำลายที่เกิดจากหนู ปาล์มระยะให้ผลผลิต

ทะลายหนูถูกกัดกิน

 

ข้อพิจารณาในการป้องกันกำจัดหนู

  • เมื่อต้นปาล์มยังมีขนาดเล็ก (1 - 3 ปี) ถ้าพบความเสียหายแม้เพียงต้นเดียว  ก็ควรดำเนินการป้องกันกำจัดทันที
  • เมื่อต้นปาล์มให้ผลผลิตแล้วหมั่นสำรวจทะลายปาล์มถ้าพบรอยทำลายใหม่ในผลดิบบนต้น  ซึ่งสังเกตจากรอยกัดผลปาล์มยังเขียวสดไม่แห้ง  ตั้งแต่ 5%  คือ ใน 100 ต้น พบรอยทำลายใหม่ 5 ต้นขึ้นไป ให้ทำการป้องกันกำจัดทันที

วิธีป้องกันกำจัดหนู
          ควรใช้วิธีการป้องกันกำจัดหนูโดยวิธีผสมผสาน  ดังนี้
          1. ตอนปลูกควรใช้ตาข่ายหุ้มรอบโคนต้นปาล์ม  ทำตอนปลูกเพื่อชะลอหรือขัดขวางไม่ให้หนูกัดต้นปาล์มได้สะดวก      
          2. การล้อมตี          
          3. การดัก  โดยใช้กรงดักและกับดักชนิดต่าง ๆ เช่น กับดักตีตาย บ่วง ด้วง กับฟ้าผ่า  แร้วคันใต้
          4. วิธีเขตกรรม  หมั่นถางหญ้ารอบต้นปาล์ม เพื่อไม่ให้เป็นที่หลบกำบังของหนู

 

วิธีเขตกรรม

การล้อมตีหนู

กรงดักเป็น

กับดักด้วง

กับดักด้วง
กับดักฟ้าผ่า
กับดักฟ้าผ่า
แร้วคันใต้
กะต่ำ
เสือตบตูด
 
บ่วงรัดหรือบ่วงลวด
กำจัดวัชพืชรอบโคนต้น
 


5. วิธีธรรมชาติ
  คือการอนุรักษ์สัตว์ศัตรูธรรมชาติ เช่น งูสิง งูแมวเซา งูแสงอาทิตย์ งูเห่า พังพอง เหยี่ยว นกเค้าแมว และนกแสก สัตว์เหล่านี้จะนับหนูกินเป็นอาหาร

 



งูสิงธรรมดา

งูทางมะพร้าวธรรมดา

งูเหลือม

     
งูเห่าหม้อ
แมวดาว
ชะมดแผงสันหางปล้อง
     
 
นกแสก
รังนกแสก

 

6. ป้องกันโดยใช้สารเคมี
          6.1 สารเคมีประเภทออกฤทธิ์เฉียบพลัน ซิงค์ฟอสไฟด์ เป็นสารที่ออกฤทธิ์เร็ว เมื่อหนูกินเหยื่อพิษเข้าไปจะตายภายใน 3 - 24 ชั่วโมง อัตราส่วนที่ใช้ผสมคือซิงค์ฟอสไฟด์ 80 % ชนิดผง 1 กรัม ผสมกับเหยื่อคือ ปลายข้าว 75 กรัม ผสมมะพร้าวขูดที่คั่วให้หอม 3 กรัม คลุกให้เข้ากัน หากบนพื้นที่วางเหยื่อมีมดมากให้ผสมสารฆ่าแมลง เซฟวิน 85 ชนิดผงครึ่งช้อนชา
คลุกให้ทั่วก่อนนำไปใช้ การใช้ซิงค์ฟอสไฟด์กำจัดหนูควรใช้ครั้งเดียวในพื้นที่ หรือในฤดูที่หนูระบาดมากเพื่อลดประชากรหนูให้ต่ำลงทันทีให้วางเหยื่อพิษบนเส้นทางหากินของหนู หรือที่
โคนต้นปาล์มที่มีร่องรอยความเสียหายใหม่บนทะลายต้นละ 1 ช้อนชา ควรใช้ใบไม้แห้งหรือเศษกระดาษรองเหยื่อพิษ เพื่อป้องกันความชื้นจากดิน ถ้ามีน้ำค้างมาก ควรใช้ใบไม้ ใบปาล์ม
หรือเศษไม้ทำหลังคาคลุมไว้ และต้องระวังสัตว์เลี้ยง เช่น เป็ด ไก่ สุนัข ฯลฯ ไม่ให้กินเหยื่อพิษ เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อควรระวังสำหรับการใช้เหยื่อพิษซิงค์ฟอสไฟด์

                    • ห้ามใช้มือเปล่าคลุกสารฆ่าหนูในการวางเหยื่อ และควรคลุกเหยื่อพิษในที่มีการระบายอากาศดี
                    • ต้องวางในที่ที่ปลอดภัยจากเด็ก และสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ จุดที่วางเหยื่อพิษไม่ควรวางเกิน 5 กรัมต่อจุด
                    • ไม่ควรใช้ในวันที่ฝนตก เพราะเมื่อเหยื่อพิษถูกความชื้นจะเสื่อมสภาพ
          6.2 สารเคมีประเภทออกฤทธิ์ช้า ชนิดหนู หนูนาใหญ่ หนูท้องขาว หนูป่ามาเลย์ หนูบ้านมาเลย์ หนูพุกใหญ่ หนูฟันขาวใหญ่

สารป้องกันกำจัดสัตว์ศัตรู (1)
          o โบรไดฟาคูม (คลีแร็ต 0.005 %)
          o โฟลคูมาเฟน (สะตอม 0.005 %)
          o โบรมาดิโอโลน (เส็ด 0.005 %)
          o ไดฟีธิอาโลน (บาราคี 0.00255 %)

อัตราการใช้ 1 ก้อน/ปาล์มน้ำมัน 1 ต้น


ภาชนะใส่เหยื่อพิษ

ใส่ยาพิษในกะลา

ใช้ถุงปุ๋ยทำหลังคา