การเก็บตัวอย่าง และวิเคราะห์ตัวอย่างดิน
การเก็บตัวอย่างดิน เพื่อการวิเคราะห์คุณสมบัติของดินทั้งกายภาพและเคมีเป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ไปใช้ประเมินสภาพของดินและองค์ประกอบต่าง ๆ ทางเคมีที่มีอยู่ในดิน เพื่อประกอบการจัดการดิน การวางแผนปรับปรุงดิน
ตลอดจนการกำหนดชนิดและวิธีการใส่ปุ๋ย
การวิเคราะห์คุณสมบัติของดิน ทำได้ใน 2 ลักษณะคือ
1. การวิเคราะห์ทางกายภาพ (Physical property) เช่น ส่วนประกอบของดิน (sand silt clay) ความลึกของดิน ความลาดเท การระบายน้ำ เป็นต้น ในทางปฏิบัติการแก้ไขคุณสมบัติทางกายภาพของดินเป็นเรื่องยาก ใช้้ต้นทุนสูง มักไม่ค่อยมีการปฏิบัติข้อมูลที่ได้จึงมักใช้ในการตัดสินใจเบื้องต้นสำหรับการปลูกปาล์มน้ำมัน
2. การวิเคราะห์ทางเคมีของดิน (Chemical property) ปกติในพื้นที่ที่ปลูกปาล์มน้ำมันโดยทั่วไป จะทำการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีของดินคือ ความเป็นกรด - ด่าง (pH)
ความต้องการปูน (Lime requirement) อินทรียวัตถุ (Organic matter ) ความสามารถในการนำไฟฟ้า ( Electrical conductivity ) ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ( Available phosphorus ; P2O5 ) โปแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และ (Cation Exchange Capacity ; CEC) เพื่อช่วยในการตัดสินใจ สำหรับการปฏิบัติต่าง ๆ ในสวนปาล์มน้ำมัน และความต้องการปุ๋ยเคมีในสวนปาล์มน้ำมัน
การเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมี
1. จุดที่ทำการเก็บตัวอย่างดินควรให้ใกล้เคียงกับต้นเก็บตัวอย่างใบ
2. ในแต่ละจุดที่ทำการเก็บตัวอย่างดิน ควรเก็บที่ระดับความลึก 0 - 20 ซม. และ 20 - 40 ซม. จากทั้ง 2 ตำแหน่งคือ บริเวณที่เคยใส่ปุ๋ยเคมี และบริเวณใต้กองทางใบ ดินทั้ง 2 ตำแหน่งนี้ต้องแยกวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบปริมาณธาตุอาหารในแต่ละจุด
3. ตัวอย่างดินที่เก็บมาทั้ง 2 ตำแหน่ง ตำแหน่งละ 2 ชุด รวม 4 ชุด แต่ละชุดให้นำมารวมกันคลุกเคล้าให้ทั่วถึง แล้วแบ่งตัวอย่างดินที่
คลุกเคล้าแล้วออกเป็น 2 ถุง ๆ ละ ประมาณ 200 - 500 กรัม ตัวอย่างหนึ่งส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมี ส่วนอีกตัวอย่างหนึ่งเก็บไว้ในที่เย็นและแห้ง สำรองไว้ในกรณีที่ตัวอย่างแรกมีปัญหาในการวิเคราะห์
4. ตัวอย่างดินควรเก็บในถุงที่ปิดสนิท และบันทึกรายละเอียดสถานที่ วัน เวลา ให้ชัดเจน ส่งห้องปฏิบัติการให้เร็วที่สุด
5. ผลการวิเคราะห์คุณสมบัติดินที่ได้นั้น เป็นเพียงเครื่องมือชี้นำในการจัดการเท่านั้น ควรทำการเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ดินควบคู่ไปกับผลการวิเครา่ะห์ใบปาล์มน้ำมันด้วย โดยทั่วไปควรทำการวิเคราะห์ดินทุก ๆ 3 - 5 ปี ยกเว้นกรณีดินที่มีปัญหา เช่น ดินพรุ
6. ไม่ควรเก็บตัวอย่างดินในช่วงแล้งจัด หรือดินมีความชื้อสูงมาก การเก็บตัวอย่างดินควรเก็บในช่วงเวลาเดียวกันในแต่ละปี ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงต้นฤดูฝน ก่อนการใส่ปุ๋ยครั้งแรก และควรเก็บตัวอย่างดินหลังการใส่ปุ๋ยครั้งสุดท้ายประมาณ 3 เดือน
การประเมินคุณสมบัติของดินจากผลการวิเคราะห์ทางเคมี
ตารางที่ 10 การประเมินคุณสมบัติทางเคมีของดินเบื้องต้น
สมบัติทางเคมี |
ระดับความเหมาะสมที่ใช้ในการประเมิน |
ต่ำกว่า |
ต่ำ |
ปานกลาง |
สูง |
| pH |
<3.5 |
4.0 |
4.2 |
5.5 |
| อินทรียวัตถุ (%) |
<0.8 |
1.2 |
1.5 |
2.5 |
| Tatal N (%) |
<0.08 |
0.12 |
0.15 |
0.25 |
| ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (ppm) |
<8.0 |
15.0 |
20.0 |
25.0 |
| ฟอสฟอรัสทั้งหมด (ppm) |
<120 |
200 |
250 |
400 |
| โปแตสเซียม (ppm) |
<32.0 |
80.0 |
100.0 |
120.0 |
| โปแตสเซียม (cmol/kg) |
<0.08 |
0.20 |
0.25 |
0.30 |
| แมกนีเซียม (ppm) |
<20.0 |
50.0 |
75.0 |
100 |
| แมกนีเซียม (cmol/kg) |
0.80 |
0.20 |
0.25 |
0.30 |
| ทองแดงที่เป็นประโยชน์ (ppm) |
<4.0 |
<5.0 |
5.0 |
>6.0 |
| C.E.C (meq/100กรัม) |
<6.0 |
12.0 |
15.0 |
18.0 |
หมายเหตุ
"Ca/Mg มากกว่า 6 แสดงว่าขาดแมกนีเซียม ถ้าน้อยกว่า 4 ไม่ต้องใส่แมกนีเซียมเพิ่มเ้ติม"
mg/kg = ppm และ cmol/kg = meq/100g
สำหรับความต้องการปูน (Lime requirement) หมายถึงในพื้นที่ที่ต้องการปลูกพืช แต่สภาพของดินเป็นกรด (pH ต่ำ) ไม่เหมาะสำหรับการปลูกพืชจำเป็นต้องปรับ pH ของดิน
ให้สูงขึ้น โดยการใช้ปูนชนิดต่าง ๆ ในที่นี้การวิเคราะห์ความต้องการปูนเป็นปริมาณ CaO
(ปูนสุก) กก./ไร่ เพื่อจะปรับ pH ของดินให้อยู่ในระดับ 7 สำหรับชนิดของปูนที่ใช้ในการปรับปรุงดิน
มีหลายชนิด เช่น ปูนสุกหรือ ปูนขาวเผา (CaO), หินปูนบดละเอียด (CaCO3), โดโลไมท์ (MgCa(CO3)2), ปูนขาวจากเปลือกหอยเผา (Ca(OH)2) ซึ่งแต่ละชนิดสามารถปรับ pH ของดินได้ต่างกัน การเลือกใช้ชนิดของปูนจึงขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่าย และความสะดวกในการขนส่งเป็นหลักอย่างไรก็ตามในแหล่งที่มีปูนโดโลไมท์ แนะนำให้ใช้ปูนชนิดนี้ เพราะนอกจากจะปรับสภาพของดินแล้ว ยังสามารถให้ปุ๋ยแมกนีเซียมอีกด้วย การเปลี่ยนจากปูนสุก หรือ ปูนขาวเผา (CaO) เป็นปูนโดโลไมท์ (MgCa(CO3)2) คูณด้วย 1.64 (โดยน้ำหนัก)
การเก็บตัวอย่างใบปาล์มน้ำมัน
เครื่องมือ
1. เสีึยมหรือเคียวสำหรับตัดทางใบ
2. กรรไกรตัดแต่งสำหรับตัดใบย่อย
อุปกรณ์
1. ถุงสำหรับใส่ตัวอย่างใบและป้ายชื่อ
2. ปากกาสีสังเคราะห์แบบถาวร (marker pen)
3. น้ำกลั่น
4. ผ้าสะอาด
 |
เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างใบ |
ขั้นตอน
1.
เก็บตัวอย่างใบปาล์มน้ำมันจากทางใบที่ 17 และเก็บจากต้นที่กำหนดไว้ในการเก็บตัวอย่างใบ เพื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
2. ให้เก็บตัวอย่างปาล์มน้ำมัน ในแต่ละแปลงย่อยของสวนอย่างน้อยประมาณ 1%
3. ทำการบันทึกต้นที่ผิดปกติ หรือต้นแสดงอาการขาดธาตุ N, P, K, Mg, B และ Cu
4. เก็บตัวอย่างในตำแหน่งทางใบที่ 17 โดยให้นับจากใบแรกที่เปิดเต็มที่แล้ว ที่บริเวณยอดของปาล์มน้ำมัน
(ทางที่ 1) แล้วนับลงมา 2 รอบ (รอบของปาล์มน้ำมัน คือ 8 ทาง/รอบ)
ตัดทางใบรอบที่ 3 ในแนวใกล้เคียงกับทางที่ 1
5. ตัดใบย่อยบริเวณตรงกลางทาง จำนวน 3 - 6 ใบย่อยของแต่ละด้าน
6. ใบย่อยทั้งหมด ให้ตัดส่วนปลายทั้งสองข้างออก ให้เหลือตรงกลาง 20 - 30 เซนติเมตร
7. นำใบย่อยทั้งหมดที่ทำการเก็บตัวอย่างจากแต่ละแปลงย่อย ใส่รวมกันในถุงพลาสติกที่เขียนป้ายบอกแปลงเรียบร้อยแล้ว
8. ใบย่อยทั้งหมดที่ตัดแล้ว ให้ล้างด้วยน้ำสะอาด หรือเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำ โดยต้องระวังไม่ให้แต่ละตัวอย่างปนกัน
9. เอาก้านทางใบ และขอบใบออก ส่วนแผ่นใบที่เหลือให้รีบนำส่งห้องปฏิบัติการโดยเร็ว ข้อควรระวัง ให้เก็บไว้้ในที่ร่ม แห้ง และเย็น
เวลา
1. ให้ทำในเวลาเดียวกันของแต่ละปี ปีละครั้ง โดยหลีกเลี่ยงช่วงฝนตกหนักหรือแล้งจัด
2. การเก็บตัวอย่างใบในแต่ละครั้ง ควรเก็บหลังจากใส่ปุ๋ยครั้งสุดท้ายอย่างน้อย 3 เดือน จะไม่ทำให้ผลของปุ๋ยเหล่านั้นกระทบต่อผลการวิเคราะห์
การบันทึก
1. วันที่ทำการเก็บตัวอย่าง
2. จำนวนต้นที่ทำการเก็บตัวอย่าง
3. อาการผิดปกติที่พบเห็นในระหว่างการเก็บตัวอย่าง
|
ลักษณะการเวียนของทางใบปาล์มน้ำมัน |
 |
ตำแหน่งทางใบที่ 1, 9, 17 และ 25 |
 |
ขั้นตอนการทำตัวอย่างใบก่อนนำไปอบ |
 |
ขั้นตอนใบปาล์มน้ำมันก่อนและหลังการอบ และการบดละเอียด |

|