การผลิตพันธุ์

 

 

           ปาล์มน้ำมันเป็นพืชน้ำมันที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นทั้งทางด้านการผลิตและการตลาดเนื่องจากมีต้นทุนการผลิตและราคาต่ำกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นอีกทั้งน้ำมันปาล์มยังเป็นน้ำมันพืชที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายทั้งในสินค้าอุปโภคและบริโภคดังนั้นส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันปาล์มต่อน้ำมันพืชโลกจึงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จาก 9.97 % ในปี 2503 เป็น 20.9 % ในปี 2533และปัจจุบันน้ำมันปาล์มจะมีส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันพืชโลกเป็น 33.28 % ในปี 2549 (ซึ่งเป็นอันดับที่ 1 ของโลก) โดยมีประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศผลิตน้ำมันปาล์มรวมกันเท่ากับ 86.4 % ของผลผลิตโลก

           ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีได้เพียงพอกับความต้องการ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาแพง ทำให้เกษตรกรต้องพึ่งตนเองด้วยการจัดหาพันธุ์ปาล์มจากเพื่อนบ้าน หรือจากแหล่งเพาะชำกล้าที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เนื่องจากขาดความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องถึงผลของการใช้พันธุ์ปาล์มที่ไม่ถูกต้องในการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่และคุณภาพน้ำมันต่ำ และมีผลในระยะยาว โดยผลผลิตลดลงประมาณ 50 % ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีพื้นที่ที่มีสภาพปัญหาดังกล่าวประมาณ 400,000 – 500,000 ไร่ ที่จำเป็นต้องเร่งรัดปลูกทดแทน และประมาณการว่าหากมีการใช้พันธุ์ดีในการเพาะปลูกแล้วจะสามารถทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นได้เฉลี่ยไร่ละ 30 % (เมื่อเทียบกับผลผลิตต่อไร่ในปัจจุบัน) นอกจากนี้ยังสามารถทำให้น้ำมันจากผลปาล์มเพิ่มขึ้นจาก 14 - 17 % เป็น มากกว่า 18 %

           ในอดีตที่ผ่านมามีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดจากต่างประเทศ ในระหว่างปี 2534 - 2548 (15 ปี) มีการนำเข้ามาทั้งหมด 37.99 ล้านเมล็ด ราคาเฉลี่ยเมล็ดละ 15.00 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 570 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น ประมาณ 1.27 ล้านไร่

           ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งเดียวที่มีการศึกษาวิจัยในเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมันอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2530 จนถึงปัจจุบันได้พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมที่มีศักยภาพดีเด่นได้ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ซึ่งได้รับการรับรองเป็นพันธุ์แนะนำ ของกรมวิชาการเกษตร ตั้งชื่อว่า พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1 - 6 และสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ทั้งนี้เพื่อเร่งรัดการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ของไทย ให้สอดคล้องต่อความต้องการของเกษตรกร และลดการนำเข้าจากต่างประเทศด้วย นอกจากนี้เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยได้มีโอกาสซื้อต้นกล้า (seedling) ที่ได้มาตรฐาน จากแหล่งที่เชื่อถือได้ และมีราคาถูกไปปลูกเพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิต