ผลิใบ ฉีกซอง |
อังคณา สุวรรณกูฏ |
จำนำข้าวกับสิ่งที่เห็น
คนไทยกับข้าวมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน ไม่สามารถตัดขาดออกจากกัน เช่นเดียวกับการผูกขาดความยากจนไว้กับชาวนาไทย ทั้งๆ
ที่ชาวนาไทยบางกลุ่มสามารถที่จะยืนหยัด และก้าวผ่านเส้นความยากจนมาไกลพอสมควรแล้ว ในทำนองเดียวกันระบบการจัดการด้านการตลาด
ของข้าวไทยก็ผูกขาดอยู่กับระบบ 2 ระบบ คือ ไม่ประกันราคาข้าวก็รับจำนำข้าว ทั้งหมดนี้ที่เกิดขึ้นมีประชาชนคนไทยทั้งประเทศเป็นตัวประกัน
ไม่ว่าคนไทยคนนั้นจะเสียภาษีเงินได้ให้กับรัฐหรือไม่ก็ตาม ทุกคนต่างมีสถานะเดียวกัน
ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ปีการผลิต 2554 / 55 “ฉีกซอง” ได้มีโอกาสเดินทางล่องอีสานใต้ ผ่านไปทางจังหวัดบุรีรัมย์และศรีสะเกษ
บรรยากาศในขณะนั้นค่อนข้างคึกคัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณโรงสีที่ขึ้นธงฟ้า สัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นโรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว
ของรัฐบาล ปีการผลิต 2554/55 ด้วยความอยากรู้อยากเห็นผู้เขียนจึงเข้าไปพูดคุยกับผู้ที่ทำหน้าที่ในการรับจำนำข้าว ชาวนาผู้นำข้าวเข้ามาจำนำ
รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง สิ่งที่ได้ไปพบเห็นกับสิ่งที่ปรากฏตามตัวหนังสือแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร ขอนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบไปพร้อมกัน
จำนำข้าวกับสิ่งที่เห็น
มาตรการของรัฐ
คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือ กขช. ตั้งขึ้นเพื่อให้การดำเนินการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสินค้าข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ
ที่สำคัญของประเทศ ให้เกิดประสิทธิผลที่ดีต่อเกษตรกรผู้ผลิต ระบบการผลิต และการตลาดข้าวโลก โดยส่วนรวม ซึ่งประเทศไทยมีส่วนแบ่งการ
ตลาดโลกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ คณะกรรมการดังกล่าวมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองกรรมการ ฝ่ายเลขานุการ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวง
พาณิชย์ทำหน้าที่เลขานุการ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และอธิบดีกรมการข้าว เป็น
ผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่หลักของ กขช. ประกอบด้วย การเสนอกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวต่อคณะรัฐมนตรีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้
การจัดการข้าวสอดคล้องกันทั้งระบบ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อนุมัติแผนงาน โครงการ และมาตรการเกี่ยวกับการผลิตและการตลาดข้าว
ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุนและส่งเสริมการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก โดยผ่าน
กองทุนวิจัยพัฒนาและส่งเสริมการผลิตและการตลาดพิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ
โรงสี ผู้ค้า และผู้ส่งออกข้าว เพื่อให้การบริหารจัดการข้าวทั้งระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ติดตาม กำกับดูแลการปฏิบัติตามนโยบาย มาตรการ
และโครงการที่อนุมัติ นอกจากนี้ยังให้อำนาจในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงานและคณะที่ปรึกษา เพื่อดำเนินการด้านการผลิต การตลาด
และการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับข้าว รวมถึงสามารถเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือขอเอกสารหลักฐาน โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ
หน่วยงานของทางราชการให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการของคณะกรรมการตลอดจนปฏิบัติงานอื่นๆ ที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี
มอบหมาย
จากการประชุมของ กขช. เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2554 ได้มีมติเห็นชอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 โดยกำหนด
มาตรการและวิธีการปฏิบัติ กล่าวคือ ตั้งเป้าหมายการรับจำนำข้าวเปลือกไว้ที่ 25 ล้านตัน ประกอบด้วย ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้าอื่นๆ
และข้าวเหนียว โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) รับฝาก และให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ออกใบประทวน และรับจำนำใบประทวนที่ อคส. และ อ.ต.ก. ออกให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่ไม่มียุ้งฉาง
ของตนเอง ระยะเวลาการรับจำนำ เริ่มวันที่ 7 ตุลาคม 2554 สิ้นสุด 28 กุมภาพันธ์ 2555 ส่วนภาคใต้เริ่มวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 สิ้นสุด
31 พฤษภาคม 2555 กำหนดระยะเวลาไถ่ถอน 4 เดือน นับจากเดือนที่จำนำ
เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำในครั้งนี้ ต้องมีหนังสือรับรองเกษตรกรจากกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งผ่านการทำประชาคม และ
เกษตรกรเป็นผู้ลงชื่อรับรองด้วยตนเอง พร้อมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร และปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือปลัดเทศบาลตำบล หรือผู้ที่
ได้รับมอบหมายลงชื่อรับรอง รวมทั้งเกษตรกรรายดังกล่าวต้องเป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. และข้าวเปลือกที่นำมาเข้าร่วมโครงการต้องเป็นข้าวเปลือกที่
เกษตรกรเพาะปลูกเองในปีการผลิต 2554/55 กขช. ได้ประกาศกำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554 / 55 ณ ความชื้นไม่เกิน
15 เปอร์เซ็นต์ ตามชนิดและคุณภาพของข้าวเปลือก เช่น ข้าวเปลือกหอมมะลิ (ข้าวหอมมะลิ 105 และ กข 15) สีได้ต้นข้าว 42 กรัม ราคาตันละ
20,000 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานีสีได้ต้นข้าว 42 กรัม ตันละ 16,000 บาท ข้าวเปลือกเหนียว 10 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดยาว ตันละ 16,000 บาท เป็นต้น
วิธีการของรัฐ
จะเห็นได้ว่าการรับจำนำในปีการผลิตนี้ เป็นการรับจำนำเฉพาะใบประทวน และกำหนดให้ออกใบประทวนให้กับเกษตรกรเป็นรายๆ ไป ไม่
สามารถออกใบประทวนเป็นรายกลุ่มเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรได้ รวมทั้งตัวเกษตรกรจะต้องเปิดบัญชีกับ ธ.ก.ส. เพื่อทำธุรกรรมกับ ธ.ก.ส.
หรือ เพื่อจะได้เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. นั่นเอง ดังนั้นเกษตรกรที่ใช้บริการจากสถาบันการเงินอื่น และเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์จำเป็นต้องเปิด
บัญชีกับ ธ.ก.ส. ด้วย เพื่อให้มีคุณสมบัติตรงตามที่ระบุไว้ในหลักเกณฑ์ที่โครงการกำหนด นอกจากนี้เกษตรกรจะต้องจำนำข้าวในพื้นที่จังหวัดของ
ตนเองเท่านั้น เว้นแต่กรณีตำบลติดกันแต่อยู่คนละจังหวัดให้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของอนุกรรมการในระดับจังหวัด
ในส่วนของโรงสี และตลาดกลางที่เข้าร่วมโครงการในปีการผลิตนี้ จะต้องเป็นโรงสี และตลาดกลางที่ให้ความร่วมมือกับทางราชการเป็น
อย่างดี โดยตลาดกลางต้องมีศักยภาพในการรับฝากข้าวเปลือก และโรงสีต้องมีศักยภาพในการรับฝากและแปรสภาพข้าวเปลือก โดยต้องมี
อุปกรณ์เครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เครื่องวัดความชื้นข้าว อย่างน้อย 2 เครื่อง และมีเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือกที่เพียงพอต่อการใช้งาน
รวมทั้งเครื่องอบลดความชื้นหรือลานตาก มีสถานที่เก็บข้าวอยู่ในบริเวณเดียวกับโรงสีหรือตลาดกลาง และไม่มีภาระค้างส่งมอบข้าวให้โครงการฯ
ในรัฐบาลที่ผ่านมา

กรณีของโรงสีสหกรณ์การเกษตร จะต้องมีศักยภาพในการรับฝาก อบลดความชื้นและสีแปรสภาพข้าวเปลือก รวมทั้งต้องได้รับการรับรอง
จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยให้คณะกรรมการของสหกรณ์ทั้งคณะเป็นผู้ค้ำประกันการเข้าร่วมโครงการ
ทั้งนี้ทั้งโรงสี และตลาดกลางที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องมีการติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดไว้ในบริเวณที่สามารถบันทึกกิจกรรมการรับจำนำและสถานที่
เก็บข้าวได้ชัดเจน ตลอดระยะเวลาของการเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงภาพกิจกรรมให้ศูนย์ operation room ของ กขช. ได้ด้วย ประเด็นหลังนี้ไม่ได้บังคับว่าต้องทำให้ได้
อย่างไรก็ตาม โรงสีและตลาดกลางที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการะดับจังหวัด และแจ้งให้ อคส.
และอ.ต.ก. พิจารณาอนุมัติ และให้ทั้งสองหน่วยแจ้งให้ฝ่ายเลขานุการของ กขช. ทราบทันที โดยโรงสีที่เข้าร่วมโครงการสามารถรับจำนำ
ข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้ไม่เกิน 30 เท่า ของกำลังผลิต และต้องแจ้งสถานที่เก็บข้าวตามโครงการให้ อคส. และอ.ต.ก. ทราบก่อนเข้าร่วม
โครงการ ทั้งนี้หากโรงสีใดประสงค์จะจำนำข้าวเปลือกจากเกษตรกรเกินกว่า 30 เท่าของกำลังผลิต ให้เสนอให้คณะอนุกรรมการฯพิจารณาเป็นรายๆ
ไป รวมทั้งจะต้องมีการวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน 50 - 80 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าข้าวที่เข้าร่วมโครงการ หากเป็นการรับจำนำข้าวข้ามเขตต้องวาง
หลักทรัพย์ค้ำประกันเต็มจำนวน ปกติจะไม่อนุญาตให้รับจำนำข้าวข้ามเขตหรือเปิดจุดรับจำนำนอกพื้นที่ถ้าไม่จำเป็น ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของ
คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าวก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้
หลังจากที่โรงสี และตลาดกลางที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเข้ามาแล้ว จะออกใบประทวนให้กับเกษตรกรให้เกษตรกรนำไปขึ้นเงินกับ
ธ.ก.ส. สำหรับข้าวเปลือกที่ร่วมโครงการรับจำนำในปีการผลิตนี้ หากเป็นข้าวเปลือกเจ้าจะต้องสีแปรสภาพเต็มจำนวนที่รับจำนำในทุกๆ 10 วัน ส่วน
ข้าวเปลือกชนิดอื่นๆ ขึ้นกับคำสั่งสีของคณะอนุกรรมการฯ เมื่อสีแปรสภาพแล้ว โรงสีที่เข้าร่วมโครงการจะต้องส่งมอบข้าวให้ อคส. และ อ.ต.ก.
เก็บไว้ในโกดังที่สองหน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบ ในขณะที่การสั่งระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลคณะอนุกรรมการระบายข้าวเป็นผู้ทำ
หน้าที่พิจารณาหลักเกณฑ์ ปริมาณ ราคา วิธีการ และเงื่อนไขของการจำหน่ายข้าวเปลือกและข้าวสารของรัฐบาล
สิ่งที่เห็น
จากที่กล่าวมาข้างต้น กระบวนการรับจำนำข้าวของรัฐบาลกำหนดขึ้น โดยคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ มีหน่วยงานในภาคการผลิต
เกี่ยวข้องโดยตรง 2 หน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมการเกษตร ทำหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ส่วนอีกหน่วยคือ อ.ต.ก. ทำหน้าที่เป็นโกดังเก็บ
สต๊อกข้าว ร่วมกับ อคส. โดยระบบการรับจำนำปกติ จะต้องมีการไถ่ถอนคืน แต่สำหรับการรับจำนำข้าวแล้ว แทบไม่มีเกษตรกรรายใดไถ่ถอน
ข้าวคืน เนื่องจากราคาที่ภาครัฐกำหนดเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาดมาก และด้วยระบบที่กำหนด หากมีการไถ่ถอนคืนเกษตรกรก็ไม่สามารถรับ
ข้าวเปลือกของตนเองคืนได้ เพราะหากพ้นกำหนด 10 วัน ข้าวเปลือกที่รับจำนำเข้ามาจะถูกสั่งให้สีแปรสภาพเป็นข้าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ข้าวเปลือกเจ้า และถึงแม้ว่าจะยังไม่ถูกสั่งให้สีแปรสภาพ ข้าวเปลือกที่รับจำนำก็ไม่ได้แยกเก็บเป็นรายเกษตรกรแต่อย่างใด ระบบรับจำนำจึงเป็น
เครื่องมือหนึ่งที่บิดเบือนกลไกตลาด

ประด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ในทางวิชาการการเก็บรักษาข้าวเปลือก จะมีอายุการเก็บรักษาดีกว่าการเก็บรักษาเป็นข้าวสาร ซึ่งชาวนาในอดีต
จะเก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางของตนเอง และแบ่งออกมาสีบริโภคเท่าที่จำเป็น เป็นคราวๆ ไป ไม่มีชาวนาที่ไหนสีข้าวทั้งหมดแล้วเก็บเป็นข้าวสาร
ไว้บริโภค เพราะชาวนารู้ดีว่ามีความเสี่ยงมากเพียงใดในการเก็บรักษาข้าวสาร จากการที่ได้พูดคุยกับเกษตรกรที่นำข้าวเข้ามารับจำนำในพื้นที่
จังหวัดบุรีรัมย์และศรีสะเกษ พบว่า ในด้านราคาแล้วเกษตรกรมีความพึงพอใจในระดับราคาที่ได้รับ แต่ประเด็นที่เป็นปัญหา คือ การตรวจสอบ
คุณภาพข้าวของโรงสีและตลาดกลางที่รับจำนำ รวมทั้งความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งน้ำหนักซึ่งเกษตรกรยังไม่เชื่อมั่น นอกจากนี้ประเด็นที่เป็น
ปัญหาอีกประเด็นหนึ่ง คือ ความล่าช้าในการได้รับเงินจาก ธ.ก.ส. ทั้งที่เกิดจากการออกใบประทวนล่าช้าของโรงสีและตลาดกลาง รวมทั้งขั้นตอน
ในการเบิกจ่ายเงินของ ธ.ก.ส. เอง ส่งผลให้เกษตรกรที่นำข้าวไปจำนำได้รับเงินล่าช้ากว่าที่ประกาศกำหนดมาก
นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรหลายรายที่ไม่นำข้าวเข้าสู่ระบบการรับจำนำของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ทำกินไม่มาก
นัก ผลผลิตข้าวไม่มากเพียงพอที่จะเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งมายังจุดรับจำนำ และไม่มั่นใจว่าเมื่อมาถึงจุดรับจำนำแล้ว จะคุ้มค่ากับค่าขนส่งหรือ
ไม่ รวมทั้งปัญหาความจำเป็นในการใช้เงิน เกษตรกรรายย่อยเหล่านี้จึงตัดปัญหาด้วยการจำหน่ายผลผลิตให้กับผู้รับซื้อในท้องถิ่นซึ่งก็เป็นเกษตรกร
ด้วยเช่นกัน ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวม และนำมาเข้าสู่กระบวนการรับจำนำของรัฐบาลกันอีกครั้งหนึ่ง โดยราคาที่เพิ่มขึ้นกลับไม่ตกถึงมือเกษตรกร
รายย่อยแต่อย่างใด ผลที่สุดแล้วการรับจำนำข้าวก็กระจายอยู่กับเกษตรกรรายใหญ่มากกว่าเกษตรกรรายย่อยอีกเช่นเดิม
หากจะมองอีกมุมหนึ่ง คิดกันเล่นๆ ว่า ท่านผู้อ่านมีเงินทองเหลือใช้สัก 5-10 ล้าน หรือมีเครดิตอยู่จำนวนหนึ่ง ธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนชัดเจน
และมีความเสี่ยงไม่มาก หากท่านผู้อ่านมีความสามารถที่จะจับมือกับ อคส. หรือ อ.ต.ก. ได้ ผู้เขียนขอแนะนำให้ไปลงทุนสร้างโกดังเก็บข้าวสาร
เพราะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เมื่อข้าวที่รับจำนำเข้ามาสีแปรสภาพเป็นข้าวสารแล้ว จะต้องนำมาเก็บไว้ในโกดังในความรับผิดชอบของ
อคส. หรือ อ.ต.ก. ประมาณการว่าโกดังขนาดใหญ่หากสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ราคาค่าเช่าโกดังที่กำหนดจะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลา
ไม่เกิน 3 ปี เรื่องดังกล่าวเป็นประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้รับฟัง โดยตรงจากเจ้าของโกดังในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ แต่ต้องมั่นใจว่าระบบรับจำนำข้าว
ยังมีอยู่และสามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ด้วย มิเช่นนั้นก็ตัวใครตัวมัน
ประเด็นสุดท้ายที่ผู้เขียนกังวล คือ ความไม่สอดคล้องกันของนโยบายรัฐ ในขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผลักดันให้มีการปรับระบบ
การปลูกข้าว โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานปลูกข้าวเพียง 2 ครั้งต่อปี เพื่อลดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคแมลงศัตรูพืช และการ
บริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม รวมทั้งลดปัญหาการจัดการผลผลิตข้าว แต่อีกทางหนึ่งรัฐบาลกลับส่งสัญญาณในการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่เกษตรกร
ผลิตในราคาที่จูงใจเป็นอย่างมาก จึงเป็นอีกความท้าทายที่น่าสนใจว่าเกษตรกรจะเลือกแนวทางใด และจากการพูดคุยกับเจ้าของที่นาในพื้นที่
จังหวัดชัยนาทซึ่งมีที่นาราว 150 ไร่ เล่าให้ฟังว่า ชาวนาในปัจจุบันเป็นผู้จัดการนา เพราะกิจกรรมทุกอย่างในการทำนามีผู้รับจ้างทำให้หมด เพียงแต่
มีเงินและโทรศัพท์สั่งการเท่านั้น และราคารับจำนำในระดับ 15,000 บาท /ตัน เป็นระดับราคาที่ยอมรับได้ มีความคุ้มค่าในการลงทุนสำหรับผู้จัด
การนาเป็นอย่างดี นักวิชาการเกษตรได้ยินเช่นนี้ก็คงต้องกลับไปคิดอีกหลายตลบเช่นกัน

ในฐานะที่ผู้เขียนเองอยู่ในฟากของผู้ผลิต คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความยินดีเป็นอย่างมาก หากผลประโยชน์จากการดำเนินนโยบายของรัฐ
จะตกอยู่ถึงมือเกษตรกรรายย่อย ชาวนาที่เป็นชาวนาซึ่งยังอยู่ในเส้นความยากจน ไม่ใช่ผลประโยชน์ดังกล่าวทำให้ช่องว่างระหว่างชาวนาผู้ยังอยู่
ในเส้นความยากจน กับผู้ที่อยู่เหนือเส้นความยากจนถีบตัวออกห่างกันไปไกลยิ่งขึ้น ในฐานะผู้บริโภค ผู้เขียนก็คงต้องพร้อมที่รับประทานข้าวแกง
ริมถนนในราคาจานละ 40 - 50 บาท ท่านผู้อ่านพร้อมกันหรือยัง
ราคารับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55
ลำดับ |
ชนิดข้าว |
จำนำใบประทาวน |
หมายเหตุ |
1 |
ข้าวเปลือกหอมมะลิ (ต้นข้าว 42 กรัม) |
20,000 บาท/ตัน |
ราคารับจำนำดังกล่าว
ให้ปรับ-เพิ่มลด ตามจำนวนกรัม
ในอัตรากรัมละ 200 บาท |
2 |
ข้าวเปลือกหอมจังหวัด (ต้นข้าว 40 กรัม)
- ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 23 จังหวัด |
18,000 บาท/ตัน |
3 |
ข้าวเปลือกปทุมธานี (ต้นข้าว 42 กรัม) |
16,000 บาท/ตัน |
4 |
ข้าวเปลือกเหนียว 10% เมล็ดยาว |
16,000 บาท/ตัน |
5 |
ข้าวเปลือกเหนียว 10% เมล็ดสั้น |
15,000 บาท/ตัน |
6 |
ข้าวเปลือกเจ้า 100% |
15,000 บาท/ตัน |
7 |
ข้าวเปลือกเจ้า 5% |
14,800 บาท/ตัน |
8 |
ข้าวเปลือกเจ้า 10% |
14,600 บาท/ตัน |
9 |
ข้าวเปลือกเจ้า 15% |
14,200 บาท/ตัน |
10 |
ข้าวเปลือกเจ้า 25% |
13,800 บาท/ตัน |
ที่มา : คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (2554)
(ขอบคุณ :ฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ กรมการค้าภายใน / ข้อมูล)
พบกันใหม่ฉบับหน้า..........สวัสดี
อังคณา
คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 e-mail : asuwannakoot@hotmail.com
|