ผลิใบ จากแฟ้มวิจัย |
กองบรรณาธิการ |
10 สุดยอดผลงานวิจัยดีเด่น ปี 2553 (ตอนที่ 2)
ผลิใบฯ ฉบับที่แล้วผู้เขียนได้นำเรื่องราวของสุดยอดผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นรวมทั้งสิ้น 5 รางวัลให้ได้ทราบในรายละเอียด
กันไปแล้ว สำหรับฉบับนี้ยังคงมีอีก 5 รางวัลที่ได้รับรางวัลชมเชย
การนำเข้าแตนเบียน Anagyrus lopezi เพื่อควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง
ผลสำเร็จของงานวิจัยเรื่องนี้ มีนักวิจัยที่ร่วมกันปฏิบัติงานจนเกิดเป็นผลสำเร็จรวม 6 ท่าน ได้แก่ อัมพร วิโนทัย ชลิดา อุณหวุฒิ
ชมัยพร บัวมาศ จากสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช เพียงเพ็ญ ศรวัต จากศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น วัชริน แหลมคม จากศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง
และเถลิงศักดิ์ วีระวุฒิ จากสถาบันวิจัยพืชไร่
มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย แนวโน้มในด้านการผลิตมันสำปะหลังปี 2553 มีพื้นที่ปลูกใน 45 จังหวัด
รวม 7.56 ล้านไร่ และผลผลิต 25.03 ล้านตัน ลดลงจากปี 2552 ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 8.58 ล้านไร่ ผลผลิต 30.09 ล้านตัน มีเกษตรกรผู้ปลูก
มันสำปะหลังเพิ่มจาก 480,484 ครัวเรือน ในปี 2551 เป็น 512,601 ครัวเรือน ในปี 2552

การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ได้แก่ มันเส้น มันอัดเม็ด และแป้งมันสำปะหลัง มีมูลค่าสูงถึง 51,340 ล้านบาท ในปี 2552 และยังมี
ปริมาณความต้องการหัวมันสำปะหลังสดเพื่อใช้ทำมันเส้น มันอัดเม็ด โรงงานแป้งมันและโรงงานเอทานอลมีเพิ่มมากขึ้นทำให้ราคาหัวมันสำปะหลัง
สด เพิ่มจากกิโลกรัมละ 1.93 บาท ในปี 2552 เป็น 4 บาท ในเดือนกรกฎาคม 2553 ซึ่งเป็นราคาหัวมันสำปะหลังสดที่สูงที่สุดตั้งแต่มีการซื้อขาย
หัวมันสำปะหลังในประเทศไทย ที่ผ่านมามีการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง หัวมันที่ได้
ไม่มีคุณภาพ หรือมีปริมาณแป้งลดลง นอกจากนั้น ยังทำให้ขาดแคลนท่อนพันธุ์สำหรับใช้ปลูกในฤดูต่อไป
คณะนักวิจัย ได้มีการศึกษาถึงชนิดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังที่ระบาดจนทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกในพื้นที่ได้รับผลกระทบ จนทราบแน่ชัด
ว่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังที่กำลังระบาดอยู่ เป็นเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูประเทศไทย โดยกรมวิชาการเกษตรได้ขอความร่วมมือจาก
สาธารณรัฐเบนิน ในการนำเข้าแตนเบียนที่มีชื่อว่า Anagyrus lopezi เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปในการกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูใน
ประเทศไทย เนื่องจากต่างประเทศเคยมีการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูและใช้แตนเบียนชนิดนี้ในการควบคุม และสามารถกำจัด
เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูได้สำเร็จ โดยดำเนินการตามขั้นตอนของการนำเข้าสิ่งต้องห้ามในราชอาณาจักรเพื่อการทดลองหรือวิจัย จากการ
ศึกษาพบว่า แตนเบียนชนิดนี้ทำลายเฉพาะเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูเท่านั้น จึงนับว่าเป็นแตนเบียนที่มีความเฉพาะเจาะจงสูงมาก หากไม่มี
เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูให้เบียน แตนเบียน ชนิดนี้จะตายโดยไม่ไปลงทำลายแมลงทดสอบชนิดอื่นๆ จึงนับว่าปลอดภัยสูงมาก

การนำไปใช้ประโยชน์
การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทย เนื่องจากเพลี้ยแป้งมัน
สำปะหลังสีชมพู ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดมากึง 26% ในปี 25532 การใช้แตนเบียน Anagyrus lopezi ควบคุมการระบาดของเพลี้ยแป้งมัน
สำปะหลัง หากสำเร็จจะทำให้การเพาะปลูกมันสำปะหลังของประเทศไทยอยู่ต่อไปได้ ส่งเสริมให้เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศทั้งในด้าน
การอุปโภคบริโภคภายในประเทศ และการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังดีขึ้น กรมวิชาการเกษตรได้มีการขยายผลนำเทคโนโลยี
การเพาะเลี้ยงแตนเบียน Anagyrus lopezi ในปริมาณมากและนำออกปล่อยเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรในพื้นที่ โดยกรมวิชาการเกษตร
มีแปลงต้นแบบการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพจำนวนทั้งสิ้น 32 ศูนย์ และที่สำคัญมีเกษตรกรต้นแบบที่นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้จนประสบ
ผลสำเร็จ เป็นเกษตรกรต้นแบบที่จะสามารถส่งต่อความสำเร็จให้กับเกษตรกรที่ประสบกับปัญหา เป็นการต่อยอดการใช้ผลงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพ
เพลี้ยแป้งในมันสำปะหลังและการป้องกันกำจัด
4 นักวิจัยจากสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช คือ สุเทพ สหายา พวงผกา อ่างมณี ชมัยพร บัวมาศ และชลิดา อุณหวุฒิ ร่วมมือกันจน
ประสบผลสำเร็จ การสำรวจและจำแนกชนิดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง พบเพลี้ยแป้ง 4 ชนิด ได้แก่ เพลี้ยแป้งลาย เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีเทา
หรือเพลี้ยแป้งแจ็คเบียสเล่ย์ เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีเขียว และเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู การจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังต้องแช่ท่อนพันธุ์
ที่ตัดเป็นท่อนพร้อมปลูก 5 – 10 นาที ด้วยสารฆ่าแมลง thiamethoxam 25%WG อัตรา 4 กรัม thiamethoxam 35%FS อัตรา3 มิลลิลิตร
imidacloprid 70%WG อัตรา 4 กรัม imidacloprid 60%FS อัตรา 5 มิลลิลิตร clothianidin 16%SG อัตรา 30 กรัม และ dinotefuran 10%WP
อัตรา 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ตามลำดับ
สารฆ่าแมลงข้างต้นมีประสิทธิภาพในการกำจัดเพลี้ยแป้งที่ติดมากับท่อนพันธุ์และป้องกันการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้งนานประมาณ 1 เดือน
หลังปลูก 1 เดือนเกษตรกรต้องหมั่นสำรวจโดยเฉพาะแนวขอบแปลงที่ติดกับเพื่อนบ้าน ถ้าพบเพลี้ยแป้งให้ตัดยอดที่พบนำไปทำลายนอกแปลงและ
พ่นสารตามคำแนะนำ ได้แก่ thiamethoxam 25%WG dinotefuran 10%WP prothiofos 50%EC pirimiphos methyl 50%EC และ
thiamethoxam / lambdacyhalothrin 14.1/10.6%ZC อัตรา 4 กรัม 20 กรัม 50 มิลลิลิตร 50 มิลลิลิตร และ 10 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร ตามลำดับ
หรือการพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งดังกล่าวข้างต้น โดยลดอัตราลงครึ่งหนึ่งของการพ่นสารเดี่ยวแล้วผสมกับ white oil 67%EC อัตรา 50 มิลลิลิตร/น้ำ
20 ลิตร ในรูปแบบสารเสริมประสิทธิภาพก็มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน โดยพ่นเฉพาะบริเวณที่พบทันทีจะช่วยให้เพลี้ยแป้งไม่กระจายทั่วแปลง

การนำไปใช้ประโยชน์
1. เป็นเทคโนโลยี ที่ได้ทำการถ่ายทอดให้กับนักวิชาการ นักส่งเสริม เอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมันสำปะหลัง มูลนิธิมันสำปะหลังแห่ง
ประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตมันสำปะหลังและเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง
2. เป็นเทคโนโลยีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำไปใช้ในโครงการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังในปี 2553 ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการ-
เกษตรรายงานผลว่า ได้จัดการควบคุมการระบาดของเพลี้ยแป้งไม่ให้เกิดความเสียหายกับผลผลิต และท่อนพันธุ์มันปะหลัง รวมทั้งป้องกันการแพร่
กระจายของเพลี้ยแป้งไปสู่แหล่งอื่น โดยสนับสนุนให้เกษตรกรพ่นสารเคมี 696,177 ไร่ แช่ท่อนพันธุ์เพื่อปลูกในพื้นที่ 730,416 ไร่ อบรมถ่ายทอด
ให้ความรู้ให้เจ้าหน้าที่ 6,643 และเกษตรกร 256,492 ราย
3. เป็นผลงานที่ได้รับการคัดเลือก จากคณะกรรมการองค์ความรู้ของกรมวิชาการเกษตร ให้เป็นองค์ความรู้เรื่องการจัดการเพลี้ยแป้งมัน
สำปะหลัง
อ้อยพันธุ์อู่ทอง 8
10 นักวิจัย ได้แก่ อุดม เลียบวัน อดิศักดิ์ คำนวณศิลป์ วัลลิภา สุชาโต อรรถสิทธิ์ บุญธรรม วัฒนศักดิ์ ชมภูนิช สุนี ศรีสิงห์
สำราญ พ่วงสกุล ประชา ถ้ำทอง จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี พินิจ กัลยาศิลปิน จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปราจีนบุรี
และวิไลวรรณ พรหมคำ จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ร่วมกันวิจัยจนได้อ้อยพันธุ์อู่ทอง 8 อ้อยเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ
ในการผลิตน้ำตาลและแอลกอฮอล์ ทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายหมื่นล้นาบาท มีพื้นที่ปลูกอ้อยปี 2550–2551 จำนวน 6.59 ล้านไร่ ให้ผลผลิต
73.5 ล้านตัน ผลผลิตน้ำหนักต่อไร่ 11.15 ตัน / ไร่ ผลผลิตน้ำหนักต่อไร่โดยเฉลี่ยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และผลผลิตน้ำตาลในภาคตะวันออกและ
ภาคกลางยังต่ำอยู่ เนื่องจากอ้อยที่ได้รับในแต่ละแหล่งปลูกมีปริมาณน้อย และมีความแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยให้
เหมาะสมในแต่ละแปลงปลูก ไม่ว่าจะเป็นในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก

การวิจัยพันธุ์อ้อยพันธุ์อู่ทอง 8 นี้ เพื่อให้ได้พันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตน้ำหนัก และผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์มาตรฐานอู่ทอง 3 และ K 84-200
ร้อยละ 2 – 5 นอกจากนั้น ยังมีความหวานไม่ต่ำกว่า 12 ซีซีเอส เหมาะสมสำหรับปลูกในเขตชลประทานอย่างน้อย 1 พันธุ์ อ้อยพันธุ์อู่ทอง 8 เป็น
อ้อยที่คัดเลือกได้จากการผสมข้ามระหว่างพันธุ์แม่ K 84-200 กับพันธุ์พ่ออู่ทอง 3 จากการทดสอบในไร่เกษตรกรตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์
พบว่าอ้อยพันธุ์อู่ทอง 8 ให้ผลผลิตน้ำหนักเฉลี่ย 17.23 ตัน/ไร่ ให้ผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ย 2.63 ตันซีซีเอส/ไร่ อ้อยพันธุ์อู่ทอง 8 ยังมีลักษณะทางการ
เกษตรที่ดี โดยมีลำต้นตรงและแตกกอดี ซึ่งเหมาะสมสำหรับการปลูกในเขตชลประทาน ปัจจุบันอ้อยพันธุ์อู่ทอง 8 มีการปลูกมากในเขตจังหวัด
สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และอุทัยทานี โดยอ้อยพันธุ์นี้ได้ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552
การใช้เทคโนโลยีการผลิตพริกถูกที่ วิธีถูกต้อง เพิ่มช่องการตลาด
พเยาว์ พรหมพันธุ์ใจ นวลจันทร์ ศรีสมบัติ บุญชู สายธนู นาตยา จันทร์ส่อง โสภิตา สมคิด จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4
ยุวลักษณ์ ผายดี จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโนนสูง จ.นครราชสีมา และนิรมล ดำพะธิก จากศูนย์วิจัยและพัมนาการเกษตรอำนาจเจริญ 7
นักวิจัยที่ร่วมมือกัน คิดค้นการใช้เทคโนโลยีการผลิตพริกถูกที่ วิธีถูกต้อง เพิ่มช่องการตลาด เกษตรกรผู้ปลูกพริกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตอนล่าง ประสบกับปัญหาการระบาดของโรครากปม ทำให้ต้องใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดจำนวนมาก
คณะผู้วิจัย ได้ทำการทดสอบเทคโนโลยีการแก้ปัญหาโรครากปมพริก โดยการเตรียมกล้าที่ปราศจากตัวอ่อนของไส้เดือนฝอยรากปมพริก
วางถาดเพาะกล้าให้สูงกว่าระดับผิวดิน หรือเผาแปลงก่อนวางถาดเพาะชำด้วยแกลบดินหนา 10 เซนติเมตร และเตรียมแปลงปลูกด้วยการถอน
ต้นพริกออกนอกแปลงแล้วเผาทิ้ง หว่านปอเทือง และไถกลบเมื่อออกดอกก่อนปลูกพริก 2 สัปดาห์ ซึ่งวิธีการนี้สามารถลดระดับการเกิดปมที่ระบบ
รากพริกได้ นอกจากนี้ การเพาะกล้าในฤดูฝนใต้หลังคาพลาสติก สามารถลดโรครากเน่าโคนเน่าได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตที่ได้รับมีคุณภาพดีกว่า
วิธีการของเกษตรกร และมีความปลอดภัยจากสารพิษ 73 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่วิธีของเกษตรกรมีความปลอดภัยจากสารพิษ 67 เปอร์เซ็นต์

การนำไปใช้ประโยชน์
1. เกษตรกรรวมกันตั้งกลุ่มผลิตพริกคุณภาพปลอดภัยจากสารพิษเชื่อมโยงกับตลาดส่งออกทั้งจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ นครราชสีมา
ในปี 2552 การผลิตพริกคุณภาพจากจังหวัดนครราชสีมาและอุบลราชธานี สามารถส่งออกต่างประเทศได้ประมาณ 30 ตัน
2. จากการแก้ปัญหาที่เป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว เช่นโครรากปม ทำให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่นและให้ความ
ร่วมมือในการปรับใช้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร เพื่อผลิตพริกคุณภาพ โดยเกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันและนักวิชาการเกษตรชี้เป้าให้ผู้
ประกอบการมารับซื้อพริกคุณภาพในราคาที่แตกต่างจากตลาดทั่วไป ซึ่งมีความพอใจทั้ง 2 ฝ่าย
3. เกษตรกรที่ร่วมโครงการพัฒนา และส่งเสริมการผลิตพืชปลอดภัยจากสารพิษ (พริก GAP) และพัฒนาระบบตลาดพืชปลอดภัยจาก
สารพิษ เกษตรกรกลุ่มอำเภอม่วงสามสิบ ได้นำเทคโนโลยีการแก้ปัญหาโรครากปม และการผลิตพริกแบบผสมผสานไปปรับใช้ทำให้ผลผลิต
ปลอดภัย
โรงอบยางแผ่นพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับเตาเผา
คณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยยางสงขา จำนวน 5 คน คือ ปรีดิ์เปรม ทัศนกุล จักรี เลื่อนราม ไพโรจน์ หมื่นศรี พิเชษฐ์ หมื่นศรี และ
วราวุธ ชูธรรมธัช ร่วมกันศึกษาและดำเนินการออกแบบ โรงอบยางแผ่นพลังงานแสงอาทิตย์ ร่วมกับเตาเผาจนประสบความสำเร็จ จากการที่
เกษตรกรชาวสวนยางที่แปรรูปยางเป็นยางแผ่นดิบ ประสบกับปัญหายางแผ่นแห้งช้า และขึ้นราในช่วงฤดูฝน คณะผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาและ
ออกแบบสร้างโรงอบยางแผ่นพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับเตาเผา เพื่อทำการอบยางแผ่นให้แห้ง และลดระยะเวลาการผึ่งยางได้ 5 เท่า
การใช้ความร้อนจากดวงอาทิตย์อบยางแผ่นที่อยู่ในโรงอบ ทำให้ยางแผ่นแห้งเร็วขึ้นในระยะเวลาเพียง 2 – 3 วัน ทำให้ได้ยางแผ่นที่มี
คุณภาพดี สีสวย ไม่ขึ้นรา และระดับความชื้นในยางแผ่นอยู่ที่ระดับน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้เมื่อนำยางแผ่นอบแห้งไปรมควันจะใช้ระยะ
เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในขณะที่การรมควันยางทั่วๆ ไป จะใช้ระยะเวลานาน 3 – 4 วัน ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตยางแผ่นรมควันได้ถึง 3 เท่า
และลดปริมาณคาร์บอนที่ส่งผลกระทบต่อนสภาวะแวดล้อม

การนำไปใช้ประโยชน์
1. ใช้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกในการอบยางแผ่นที่อยู่ในโรงอบทำให้แห้งได้เร็วขึ้น โดยใช้ระยะเวลาเพียง
2 – 3 วัน ระดับความชื้นในยางแผ่นอยู่ที่ระดับน้อยกว่า 1% ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการคัดคุณภาพยาง ในขณะที่เกษตรกรต้องใช้เวลาใน
การผึ่งยางในโรงเรือน เพื่อทำให้แผ่นยางแห้งก่อนนำไปจำหน่าย ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน ยางแผ่นดิบจึงขึ้นรา ผิวยางมีสีคล้ำ ระดับความ
ชื้นในแผ่นจะมากกว่า 3% ส่วนยางที่ผ่านการทำให้แห้งในโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อนำไปรมควันเพื่อผลิตเป็นยางแผ่นรมควันจะใช้ระยะเวลา
ไม่เกิน 1 วัน จากเดิมที่ต้องใช้เวลาในการรมควันนานถึง 4 วัน ซึ่งสามารถลดต้นทุนการรมควันได้ถึง 3 เท่า แต่หากฝนตกจะใช้ความร้อนจาก
เตาเผาควบคุมอุณหภูมิไม่ควรเกิน 50 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ แสงอาทิตย์เป็นพลังงานที่มีอยู่ในธรรมชาติไม่ต้องซื้อหา สามารถใช้ประโยชน์
ความร้อนจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดทำให้ยางแผ่นแห้งได้เร็ว
2. เป็นโรงอบยางพลังงานแสงอาทิตย์ ร่วมกับเตาเผาใช้เป็นต้นแบบสำหรับเกษตรกรชาวสวนยางที่มีพื้นที่ไม่เกิน 100 ไร่ เป็นการปรับปรุง
คุณภาพยางแผ่นดิบให้มีคุณภาพสูงขึ้น โดยสามารถคืนทุนได้ภายใน 1.7 ปี
3. เป็นการพัฒนาการผลิตยางแผ่นดิบของเกษตรกรให้ได้ยางแผ่นอบแห้งที่มีคุณภาพดี เมื่อนำไปจำหน่ายจะได้ราคาสูงเทียบเท่ากับ
ยางแผ่นคุณภาพ 1
จากผลงานวิจัยดีเด่นทั้ง 10 เรื่อง ที่ผู้เขียนนำมาฝากผู้อ่านให้ได้ทราบถึงรายละเอียดกันอย่างครบถ้วน หากมองย้อนกลับไปจากผลงาน
วิจัยดีเด่นตั้งแต่เรื่องแรกจนถึงเรื่องสุดท้าย จากผลงานวิจัยหนึ่งเรื่องมีนักวิจัยจากหลายหน่วยงานร่วมมือกันค้นคว้า วิจัย จนประสบความสำเร็จ
นั้นแสดงให้เห็นว่าการทำงานวิจัยให้ประสบผลสำเร็จส่วนหนึ่ง จะต้องมีการบูรณาการข้อมูล รวมทั้งมีการบูรณาการความรู้จากนักวิชาการที่มีความ
สามารถที่แตกต่างกันจากหลายสาขา ทำให้เกิดเป็นผลงานวิจัยที่นับได้ว่าเป็นการทำงานวิจัยแบบมีส่วนร่วม หากหันหลังกลับไปมองถึงผลงานวิจัย
ของกรมวิชาการเกษตรที่ออกมาสู่สาธารณชนในแต่ละปี ผนวกกับเงินงบประมาณแผ่นดินที่กรมวิชาการเกษตรได้รับ กรมวิชาการเกษตรเชื่อมั่นว่า
จะตอบโจทย์สังคมได้อย่างภาคภูมิใจกับผลงานวิจัยที่สามารถตอบสนองกับความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศ
การหาทางเลือกในอาชีพด้านการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพพื้นฐานของประชาชนในประเทศไทย เกษตรกรจากอดีตจนถึงปัจจุบันสามารถมีทาง
เลือกในการประกอบอาชีพ โดยใช้ผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรที่มีการค้นคว้า ทดลอง จนประสบผลสำเร็จ มีข้อมูลทางวิชาการรองรับกับ
ความสำเร็จเพื่อที่จะเป็นข้อมูลทางเลือกให้กับเกษตกร แต่กรมวิชาการเกษตรก็ยังไม่หยุดยั้งที่จะสร้างสรรค์ผลงานวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่อง ความ
ต้องการของเกษตรกรแต่ละพี้นที่ในประเทศไทย ต้องยอมรับว่ามีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ทำอย่างไรจะสามารถทำให้ความต้องการของ
เกษตรกรในการมีชนิดพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่รวมถึงเทคโนโลยีทางด้านการเกษตรที่เหมาะสม รวมทั้งปัจจัยการผลิต การป้องกันกำจัดศัตรูพืชฯลฯ กรมวิชาการเกษตร จะยังคงเป็นหน่วยงานหลักในการที่จะต้องค้นคว้า วิจัย หาแนวทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกร
10 ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นเพียงงานวิจัยส่วนหนึ่งของกรมวิชาการเกษตร ยังมีผลงานวิจัยอีกหลายผลงานที่ไม่ได้รับรางวัล
นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผลงานวิจัยเหล่านั้น จะไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ผลสำเร็จของงานวิจัยที่แท้จริง คือการที่กรมวิชาการเกษตรได้ส่งเสริมให้
เกษตรกรได้นำผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นนำไปใช้ประโยชน์ต่างหาก ถึงจะเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ นักวิจัยทุกคนต่างทำงานทุ่มเททั้งกำลังกาย
กำลังใจ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับรางวัลแต่เชื่อว่าความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่กำลังใจที่จะทำงานวิจัยต่อไป เกษตรกรจะเป็นแรงบันดาลใจที่มี
ความสำคัญที่สุดที่จะทำให้เหล่านักวิจัยของกรมวิชาการเกษตรยิ้ม และต่อสู้กับงานและทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย สุดท้าย นักวิจัยทุกคนจะ
หันหลังกลับไปมองผลงานที่ทรงคุณค่าอย่างภาคภูมิใจ
|