ผลิใบ ขอคุยด้วยคน
บุญเหลือ  ศรีมุงคุณ และอรอนงค์  วรรณวงษ์

เกษตรอินทรีย์  ชีวิตนี้ที่พอเพียง

               การทำเกษตรอินทรีย์  ปัจจัยหลักไม่ใช่สาภาพดินสภาพน้ำ หรือสภาพแวดล้อมอื่นๆ แต่อย่างใด เพราะปัจจัยดังกล่าวเราสามารถที่จะจัด
การบำรุงฟื้นฟูได้ถ้าหากปัจจัยหลักในการทำเกษตรอินทรีย์มีพร้อมแล้ว  ซึ่งปัจจัยที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นหัวใจของเกษตรอินทรีย์จริงๆ  คือคนที่มีใจเป็น
อินทรีย์ต่างหากเพราะการทำเกษตรอินทรีย์  คือการปฏิเสธสารเคมีทุกชนิดที่จะมาปนเปื้อนในแปลง  ถ้าหากคนที่ทำไม่มีใจอินทรีย์แล้ว โอกาสที่จะ
แอบใช้สารเคมีมีความเป็นไปได้สูงทีเดียว  คนที่จะทำเกษตรอินทรีย์ได้สำเร็จส่วนใหญ่จะมีใจห่วงใยสุขภาพตน  สุขภาพคนใกล้ตัวและสุขภาพของ
ผู้บริโภค   นอกจากนี้ยังมีจิตสำนึกในการฟื้นฟูและรักษาสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวด้วย

               การทำเกษตรอินทรีย์ในปีแรก ๆ   ส่วนใหญ่ต้องทุ่มเทให้กับการฟื้นสภาพดินให้กลับมีความอุดมสมบูรณ์  โดยการใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกใน
อัตราที่สูงมากๆ ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 2 - 3 ตัน และต้องทำติดต่อกันไปอย่างน้อย 3 - 4 ปี จึงจะสามารถปรับโครงสร้างดินให้ร่วนซุยได้จากประสบการณ์  
ในการตรวจประเมินแปลงข้าวอินทรีย์มาตั้งแต่ปี 2548  จะค่อยๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงของแปลงที่ตรวจประเมิน     จากเดิมที่สภาพดินค่อนข้างแน่น
แข็ง   ปัจจุบันสภาพดินจะร่วนซุยซึ่งเกษตรกรหลายรายได้ลดปริมาณปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกลง  เพราะถ้าไม่ลดจะทำให้ต้นข้าวเฝือใบได้  และตามท้องนา
จะเริ่มมีสัตว์น้ำตัวเล็กตัวน้อยกลับมาอาศัย  พึ่งพิงมากขึ้น     แต่ในทางกลับกันก็มีเกษตรกรหลายรายที่ใจยังไม่เป็นอินทรีย์ดังที่กล่าวมาข้างต้น ได้
ถอดใจกลับไปสู่กระแสเกษตรเคมีเหมือนเดิม  เพราะไม่ต้องลงแรงมีแต่การลงทุนเป็นหลัก  และเห็นผลกาเจริญเติบโตของพืชรวดเร็วทันใจมากกว่า
เกษตรอินทรีย์


                จะเห็นได้ว่าคนที่ทำเกษตรอินทรีย์ได้นั้นต้องมีใจเป็นหลัก หนึ่งในนั้นคือ อาจารย์ปิยทัศน์  ทัศนิยม อยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ 1 ตำบลโนน-
กลาง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี   ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ผันตัวเองจากพ่อค้ามาสู่เกษตรอินทรีย์   ปัจจุบันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสหเครือข่าย
องค์กรภาคประชาชนจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งมีสมาชิกทั้งหมดจำนวน 585 องค์กร อยู่ใน 25 อำเภอ ของจังหวัดอุบลราชธานี

                อาจารย์ปิยทัศน์ได้ให้ข้อมูลว่า เริ่มแรกก่อนที่จะหันมาทำเกษตรอินทรีย์ได้ทำอาชีพค้าขายร่วมกับการทำเกษตรแบบเคมีและได้สังเกต
ว่าในพื้นที่ที่ทำการเกษตรเคมีมาอย่างต่อเนื่อง    แม้กระทั่งหญ้าบริเวณนั้นยังไม่สามารถเจริญเติบโตได้         จึงเป็นจุดแรกที่ทำให้เริ่มหันมาสนใจ
เกษตรอินทรีย์ โดยในปี 2536 ได้เข้ารับการอบรมที่ศูนย์คิวเซ  จังหวัดสระบุรี ประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อกลับมาทำการหมักปุ๋ยร่วมกับการใช้จุุลินทรีย์ EM  ซึ่งในขั้นแรกได้เริ่มปรับปรุงบำรุงดินในต้นไม้ก่อน  โดยการตัดต้นมะขามทิ้งเหลือไว้แต่ต้นมะม่วงประมาณ 100 กว่าต้น   และหมักปุ๋ยหมักจาก
มูลสัตว์ แกลบรำ จุลินทรีย์ EM   และกากน้ำตาลเริ่มทำครั้งแรกประมาณ 1 ตัน  จากการสังเกตพบว่าบริเวณที่หญ้าไม่มีการเจริญเติบโตต้องใช้เวลา
4-5 ปี  ดินถึงจะฟื้นตัวกลับมาร่วนซุยอีกครั้ง แต่ในช่วงแรกยังทำการค้าขายอยู่  จึงยังไม่สามารถที่จะทำปุ๋ยหมักได้ในปริมาณมาก


                ต่อมาอาจารย์ปิยทัศน์ได้เข้าร่วมการอบรมที่ราชธานีอโศก  อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี   นอกจากจะได้เพิ่มพูนความรู้ทาง
ด้านการเกษตรอินทรีย์แล้วสิ่งที่ได้มากกกว่านั้น คือได้เรื่องคุณธรรม การเสียสละและแนวคิดการพึ่งตนเองทำให้เริ่มหันเหชีวิตมาสู่เส้นทางคนหัวใจ
อินทรีย์อย่างแท้จริง  โดยได้เริ่มปลูกแตงโมได้สารประมาณ 3 ไร่  ปรากฏว่าได้ผลผลิตจำนวนมาก  ทำให้มีปัญหาด้านการตลาดในชุมชน จึงได้นำ
ไปทดลองขายที่ราชธานีอโศก วันแรกขายได้ถึง 4,700 บาท  ทำให้รู้สึกว่าการผลิตพืชอินทรีย์ต้องมีตลาดอินทรีย์รองรับจึงจะสามารถขายผลผลิต
ได้  ปรากฏว่าปีนั้นขายแตงโมได้เงินประมาณ 3 หมื่นกว่าบาท  ถ้าขายหมดจะได้ประมาณ 4 - 5 หมื่นบาท  แต่เนื่องจากมีบางส่วนได้แจกจ่ายให้กับ
ญาติพี่น้องและสมาชิกในกลุ่ม   ซึ่งช่วงแรกมีสมาชิกในกลุ่มประมาณ 10 กว่าคน

                หลังจากนั้นในช่วงปี 2544  ได้เริ่มหันมาปลูกผัก โดยเน้นที่ผักพื้นบ้าน เช่น ใบบัวบก สะระแหน่ ต้นหอม เป็นต้น   เริ่มมีการจำหน่ายผัก
อินทรีย์และสังเกตว่าตลาดชอบผักแปลกๆ  และผักที่มีคุณค่าทางอาหารและสมุนไพร  จึงได้เริ่มนำผักพวกสมุนไพรที่ใช้เป็นอาหารได้มาปลูก  เช่น
จิงกุยฉ่าย หลาไกโต๋ ผักน้ำ (วอเตอร์เครป)  และผักตระกูลสลัดต่างๆ  โดยจะเน้นที่พืชผักกินใบเป็นหลัก  เพราะเป็นผักที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น   มีโรค
แมลงรบกวนน้อย   และเป็นที่ต้องการของตลาด   ซึ่งชนิดของผักที่ปลูกจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล     กล่าวคือ ในฤดูฝนจะปลูกพวกผักชีล้อม ผักน้ำ
ผักบุ้งจีน ผักตระกูลสลัด มะระจีน  และหญ้าปักกิ่ง    เพราะผักเหล่านี้   ชอบฤดูฝนและขายดีมาก  ส่วนในฤดูหนาวจะเน้นผักพวกสลัด  กะหล่ำสีม่วง
บร็อกโคลี  และในฤดูแล้งจะปลูกพวกหอม  ผักชี ขึ้นฉ่าย สลัด ผักบุ้ง   ซึ่งในพื้นที่ 1.5 ไร่  รวมทั้งบ้านพัก โรงทำปุ๋ยหมัก และยุ้งข้าวแล้ว  จะเหลือ
พื้นที่ประมาณ 1.25 ไร่  ที่มีการปลูกมะม่วงประมาณ 100 กว่าต้น  โดยจะปล่อยตามธรรมชาติไม่เน้นผลผลิต  จึงกลายเป็นที่อาศัยของนก แล้วปลูก
เสาวรสไว้ใต้ต้นมะม่วง  ซึ่งสามารถขายได้ครั้งละ 500-600 บาท   พื้นที่ที่เหลือแบ่งเป็นแปลงผักประมาณ 2 งาน    ด้านการลงทุนใน 1 ปี  จะมีการ
ลงทุนประมาณ 20,000 บาท   ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นปุ๋ยหมักขี้ไก่ประมาณ 6-7 ตันต่อปี  และปุ๋ยอัดเม็ดอินทรีย์ของกลุ่มเครือข่าย ที่ผลิตเอง
ประมาณ 40 กระสอบ  โดยซื้อมาในราคากระสอบละ 165-180 บาท

                ขั้นตอนการปลูกผัก จะไม่มีการพักดินแต่จะปลูกพืชหมุนเวียนตลอดปี  ขั้นแรกจะได้ดินโดยใช้แรงคน 1 ครั้ง  ทำการยกร่องแปลงย่อย
ดินให้ร่วนซุยแปลงกว้างประมาณ 1 เมตร     ความยาวตามสภาพพื้นที่ใส่แกลบรองพื้น 2 ถัง   ขนาดถังละ 20 ลิตร   และจะใส่แกลบทุกครั้งที่มีการ
เตรียมดินเพื่อปรับโครงสร้างของดิน และเป็นการปลดปล่อยซิลิก้าให้แก่ดิน แกลบที่นำมาใช้จะเป็นแกลบจากเครื่องสีข้าวขนาดเล็กของตนเองซึ่งจะ
สีเฉพาะข้าวอินทรีย์เท่านั้น  และนำข้าวกล้องอินทรีย์ไปจำหน่ายร่วมกับผักด้วย   สำหรับเมล็ดพันธุ์ผัก มีบางส่วนเก็บพันธุ์ไว้เอง    และบางส่วนแลก
เปลี่ยนกับเครือข่าย หลังจากย้ายกล้าผักประมาณ 3-4 วัน  ใส่ปุ๋ยหมักแปลงละ 1 ถัง (ขนาด 20 ลิตร)  รดน้ำหมักประมาณ 40 ลิตรต่อแปลง (อัตรา
น้ำหมัก 2-3 ทัพพีต่อน้ำ 40 ลิตร)  4 - 5 วันต่อครั้ง  ถ้าแดดจัดให้ใช้ตาข่ายพร่างแสง   หลังจากนั้นใส่ปุ๋ยหมักอาทิตย์ละครั้ง
ครั้งละ 1 ถัง  จะทำให้
ผักงาม อวบ และกรอบ ถ้าใส่ครั้งเดียวในปริมาณมากๆ อาจทำให้ผักเน่าตายได้


                การกำจัดวัชพืช จะมีการกำจัดครั้งเดียวในช่วงเตรียมแปลงปลูก หลังจากนั้นจะไม่มีการกำจัดวัชพืชอีก การควบคุมโรค แมลง จะฉีดน้ำ
ส้มควันไม้อัตรา 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อไล่แมลง   ส่วนโรคในแปลงผักไม่พบการระบาด  เนื่องจากมีการปลูกผักแบบหมุน
เวียนตลอด  ถ้ามีหนอนในแปลงผักจะใช้มือจับโดยเปิดไฟในตอนกลางคืน แล้วใช้มือจับทำลาย ปัจจุบันปัญหาเรื่องหนอนมีค่อนข้างน้อย เนื่องจาก
มีนกมาช่วยจับแมลง  ซึ่งนกจะมาอาศัยอยู่ตามต้นมะม่วงในสวนและต้นไม้ข้างๆ สวน  การรดน้ำจะอาศัยน้ำบาดาลรดเช้าเย็น ส่วนการตัดผัก  ถ้าใน
ช่วงที่ผลผลิตมีมากจะตัดผักทั้งวัน แต่ถ้าผักมีปริมาณน้อย จะตัดในช่วงตอนเย็น

                อาจารย์ปิยทัศน์  ยังเล่าให้ฟังอีกว่าหลังจากรวบรวมผักของตนเอง และสมาชิกในกลุ่มจะนำผลผลิตไปจำหน่ายยังตลาดบุญนิยม ในตัว
จังหวัดอุบลราชธานี  ซึ่งเป็นตลาดที่จำหน่ายเฉพาะพืชผักอินทรีย์เป็นประจำทุกวันพุธ ศุกร์และวันอาทิตย์   โดยผักจากสวนครั้งที่เก็บเกี่ยวมากที่สุด
จะขายได้ 8,000 บาท ต่อครั้ง ส่วนใหญ่จะขายได้ประมาณ 3,000-4,000 บาทต่อครั้ง  นอกจากจะนำไปจำหน่ายแล้ว ยังมีผักบางส่วนที่นำไปถวาย
วัดหนองป่าพง  ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่ชา  สุภัทโท    พระสายปฏิบัติลูกศิษย์ที่สำคัญรูปหนึ่งของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต    ได้สร้างไว้ที่อำเภอวารินชำราบ
จังหวัดอุบลราชธานี  นอกจากนี้ยังนำเงินที่ได้จากการขายผักบางส่วนไปทำบุญเป็นประจำ  โดยเฉลี่ยรายได้จากการขายผักและผลผลิตในสวนอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นผลเสาวรส ข่า และกล้วยรอบๆ สวน  จะมีรายได้เฉลี่ยประมาณเดือนละ 2 หมื่นบาท ในปี 2550  มีรายได้ประมาณ 300,000 บาท  ถือว่า
เป็นรายได้ที่ดีสามารถพึ่งพาตนเองได้

                นอกจากรายได้ที่ได้รับแล้ว ยังมีพืชผักไว้บริโภคในครัวเรือนด้วย ทำให้ลดรายจ่ายอีกทางหนึ่งและในบริเวณสวนยังมีการปลูกสมุนไพร
ต่างๆ เช่นว่านพญางูว่านชักมดลูก  ว่านหางช้าง  และว่านสาวสองพันปี เป็นต้น  ซึ่งนอกจากจะเก็บไว้ใช้ในครอบครัวแล้ว    ยังแจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน
ด้วย การทำเกษตรอินทรีย์  จึงเป็นการพึ่งตนเองและเป็นการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม   ดังจะเห็นได้จากฝูงนกที่มาแอบอิงพักพิงในสวน  และช่วยกำจัด
หนอน  และแมลงในสวนเป็นห่วงโซ่อาหารที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกัน   และกันนอกจากจะแบ่งผลผลิตและรายได้ไปทำบุญที่วัดเป็นประจำแล้ว    อาจารย์
ปิยทัศน์  ยังได้อุทิศตนนำประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติจริงไปบรรยายเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานของทางราชการ  มหาวิทยาลัยและหน่วยงาน
เอชน   เพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทานตลอดมา   เช่นสูตรการทำปุ๋ยหมัก    สูตรการทำน้ำหมักปลาและสูตรการทำน้ำส้มควันไม้เป็นต้น    ซึ่งสูตรต่างๆ
มีวิธีการทำ ดังนี้

สูตรการทำปุ๋ยหมัก
               มูลสัตว์ : แกลบดิบ : แกลบดำ : ละอองข้าว อัตราส่วน 1 : 1 : 1 :1  ใช้กากน้ำตาล 2 ช้อนต่อน้ำ 10   และน้ำหนักปลา 5 ลิตร    ผสม
คลุกเคล้ากันทิ้งไว้ในร่องประมาณ7 วัน  สามารถนำไปใช้ได้ และเก็บไว้ได้นานประมาณ 1 ปี

สูตรทำน้ำหมักปลา
               ปลา 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน และหัวเชื้อน้ำหมัก 1 ส่วน (ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร) ต่อน้ำ 5 ลิตร   หมักทิ้งไว้ 2 เดือน  สามารถนำไปใช้ได้
ใช้เร่งการเจริญเติบโตของรากต้น และใบ

สูตรการทำน้ำส้มควันไม้
               น้ำส้มควันไม้  เป็นของเหลวสีน้ำตาบใสมีกลิ่นควันไฟ  ได้มาจากการควบแน่นของควันที่เกิดจากการเผาไม้ในช่วงที่ไม้กำลังเปลี่ยนเป็น
ถ่าน ในช่วงอุณหภูมิในเตาอยู่ระหว่าง 300-400 องศาเซลเซียส  สารประกอบต่างๆ   ในเนื้อไม้จะสลายตัวเป็นสารประกอบใหม่มากมาย  แต่ถ้าเก็บ
ควันในช่วงอุณหภูมิต่ำกว่า 300 องศาเซลเซียส   จะมีสารประกอบที่เป็นประโยชน์น้อยมาก    ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ แต่ถ้าเก็บในช่วงอุณหภูมิ
425 องศาเซลเซียส  จะมีน้ำมันดินหรือสารทาร์ปนออกมามาก  น้ำส้มควันไม้ที่เก็บได้ยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เพราะน้ำมันที่ปนอยู่จะไป
ปิดปากใบพืช และรากทำให้พืชเจริญเติบโตช้า   ดังนั้นน้ำส้มควันไม้ที่เก็บมาใหม่จะต้องทำการแยกสารเจือปนอื่นๆ ออกก่อนนำมาเก็บไว้ในภาชนะ
ที่ไม่มีสารผสมของโลหะแล้วปล่อยให้ตกตะกอน ทิ้งไว้ 1-2 เดือน จะให้ดีควรทิ้งไว้ประมาณ 3 เดือน ส่วนประกอบของน้ำส้มควันไม้ดิบจะแบ่งออก
เป็น 3 ส่วน ได้แก่
               1.  น้ำมันไม่เข้มข้นหรือน้ำมันเบา (ลอยอยู่ด้านบน)
               2.  น้ำส้มควันไม้ (อยู่ตรงกลางป
               3.  น้ำมันดินหรือสารทาร์ (ตกตะกอนอยู่บริเวณก้นภาชนะสีดำ) ประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้ คือ ใช้ในการป้องกันแมลงศัตรูพืชต่างๆ

               สุดท้ายอาจารย์ปิยทัศน์ได้ให้ข้อคิดว่า  การทำพืชผักอินทรีย์เป็นการเริ่มต้นในการพึ่งพาตนเอง เพราะเป็นการผลิตอาหารไว้บริโภคภาย
ในครัวเรือ และการละพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก  นอกจากนี้คนในชุมชนจะต้องแก้ปัญหาทางสังคมด้วยกัน  ถ้าหากทุกคนร่วมมือกันอย่างจริงจังและ
จริงใจ เงินก็จะหมุนเวียนอยู่ในชุมชน และคนในชุมชนก็จะได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย ทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงตลอดไป

 

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406