ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

ค้าปุ๋ยถูกกฎหมาย (ตอนที่ 1)

          ช่วงฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาของความไม่แน่นอนโดยแท้  สมกับคำกล่าวที่ว่า “ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน” ไม่ว่าจะเป็นราคา
น้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจนน่าใจหาย  แล้วสวิงกลับลงมาจนหายใจไม่ทัน   หรือแม้แต่ราคาสินค้าเกษตรอีกหลายชนิดที่พุ่งขึ้นแล้วพุ่งลงตามกันมาติดๆ  เช่น
เดียวกับราคาปุ๋ยที่ราคาพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับปัญหาปุ๋ยปลอม ปุ๋ยด้อยคุณภาพ ก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว  หลังจากนั้นไม่นานราคาปุ๋ยก็กลับ
มาสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการเกษตรที่บริหารความเสี่ยงได้ไม่ดีพอ อาจเจ็บตัวจากสต๊อกสินค้าไปตามๆ กัน

          เมื่อเดือนตุลาคม 2550 “ฉีกซอง”   ได้นำเสนอเรื่องพระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับใหม่    ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518  แก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติปุ๋ย(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 พร้อมกับเกริ่นไว้ว่าหลังจากที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ต้องมีประกาศต่างๆ ออกมารองรับ
การปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายผ่านไปครบ 1 ปีพอดี “ฉีกซอง” ฉบับเดือนตุลาคม 2551 จึงขอนำรายละเอียดประกาศต่างๆ
ที่เกี่ยวข้อง   เฉพาะในส่วนการค้าปุ๋ยตามกฎหมายฉบับใหม่ มานำเสนอต่อท่านผู้อ่านทุกท่าน    เผื่อจะสนใจเข้าสู่แวดวงของคนค้าปุ๋ย หรือใช้เป็นข้อ
สังเกตสำหรับผู้ที่ต้องใช้ปุ๋ย

นำเข้าและขายปุ๋ย

          พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518  แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2550  ได้ขยายคำนิยามของ  “ปุ๋ย”    ครอบคลุมถึง
อินทรีย์สังเคราะห์และจุลินทรีย์ จากเดิมที่กำหนดไว้เฉพาะสารอินทรีย์และอนินทรีย์เท่านั้น โดยยังคงนิยามเดิมที่รวมทั้งการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
และทำขึ้น สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารพืชได้ไม่ว่าวิธีการใดหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเพื่อบำรุงความเติบโตของพืช แต่ได้เพิ่มเติมให้หมาย
ถึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีกายภาพ หรือชีวภาพในดินเข้าไปด้วย 

          สำหรับนิยามคำว่า “ปุ๋ยเคมี” ให้หมายความถึงปุ๋ยที่ได้จากสารอนินทรีย์หรืออินทรียสังเคราะห์ รวมถึงปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงผสม ปุ๋ยเชิงประกอบ
และปุ๋ยอินทรีย์เคมี  แต่ไม่รวมถึงปูนขาว ดินมาร์ล ปูนปลาสเตอร์ ยิปซัม โดโลไมต์  หรือสารอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด  โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ตลอดจนสารอนินทรีย์ หรืออินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือทำขึ้นใช้ในการอุตสาหกรรมหรือกิจการอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจา-
นุเบกษา  ซึ่งคำนิยามใหม่นี้ได้เพิ่มเติมปุ๋ยเคมีไม่ให้รวมถึงโดโลไมต์ และสารอนินทรีย์ และสารอินทรีย์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น  และได้เปิดช่องให้มี
การประกาศเพิ่มเติมได้โดยรัฐมนตรีผู้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติฉบับนี้

          คำนิยามที่เพิ่มเติมมาใหม่ คือคำนิยามของ “ปุ๋ยชีวภาพ” และ “ปุ๋ยอินทรีย์เคมี” โดย “ปุ๋ยชีวภาพ” หมายถึงปุ๋ยที่ได้จากการนำจุลินทรีย์ที่
มีชีวิตที่สามารถสร้างธาตุอาหาร  หรือช่วยให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์กับพืชมาใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินทางชีวภาพ  ทางกายภาพ   หรือทางชีวเคมี
และให้หมายความรวมถึงหัวเชื้อจุลินทรีย์ด้วย

          ส่วน “ปุ๋ยอินทรีย์เคมี”  หมายถึง ปุ๋ยที่มีปริมาณธาตุอาหารรับรองแน่นอน  โดยมีปริมาณอินทรียวัตถุตามที่รัฐมนตรีกำหนด   โดยประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา และปรับปรุงคำนิยามของ “ปุ๋ยอินทรีย์” ให้มีความครอบคลุม และชัดเจนจากปุ๋ยชีวภาพ   โดยหมายถึงปุ๋ยที่ได้หรือทำมาจากวัสดุ
อินทรีย์ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับ หมัก บด ร่อน สกัดหรือด้วยวิธีการอื่นและวัสดุอินทรีย์ถูกย่อยสลายสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ แต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี
และปุ๋ยชีวภาพ 

          ในส่วนของการนำเข้าปุ๋ยตามพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ผู้ใดที่ประสงค์จะนำเข้าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยอินทรีย์ ต้องมีใบอนุญาตตามมาตรา
12 แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้  และหากไม่มีใบอนุญาตนำเข้าก็จะมีความผิดตามมาตราที่ 57       ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี   หรือปรับไม่เกิน
200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          ผู้ที่ขออนุญาตนำเข้าได้ต้องเป็นเจ้าของกิจการมีถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานในประเทศไทย ชื่อที่ใช้ประกอบการพาณิชย์ต้องไม่ซ้ำหรือคล้ายคลึง
กับชื่อที่ได้รับการอนุญาตไปแล้วและต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกสั่งพักใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตยังไม่ครบ 1 ปี รวมทั้งต้องมีสถานที่นำเข้าปุ๋ยและ
สถานที่เก็บปุ๋ย ซึ่งหมายถึงร้านค้าที่ได้รับทะเบียนพาณิชย์ นิติบุคคลที่จดทะเบียนเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล นิติบุคคลที่
จดทะเบียนตามกฎหมายอื่น เช่น สหกรณ์ เป็นต้น

          ดังนั้น  เอกสารประกอบการขอใบอนุญาตจึงประกอบด้วย  แบบคำขออนุญาตเกี่ยวกับปุ๋ย (อ.ป.1)   เอกสารแสดงการเป็นเจ้าของกิจการ ใบ
อนุญาตประกอบกิจการ กรณีเป็นนิติบุคคลต้องส่งหนังสือรับรองหรือสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแสดงผู้ทีอำนาจทำการ
แทนนิติบุคคลผู้ขอรับใบอนุญาตและวัตถุประสงค์ สำเนาทะเบียนการค้าหรือทะเบียนพาณิชย์ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ใบสำคัญแสดงประจำตัว
คนต่างด้าว และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาต สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร แผนที่แสดงสถานที่เก็บปุ๋ย และหนังสือมอบอำนาจ

          กรณีที่มีการมอบอำนาจ   พร้อมติดอากรแสตมป์   ทั้งนี้เอกสารทุกฉบับจะต้องลงนาม และประทับตรานิติบุคคล ในกรณีที่มีตราประทับ  หาก
เอกสารครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว  ให้ยื่นคำขอได้ที่ฝ่ายปุ๋ยเคมี ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ภายในเกษตรกลาง
บางเขน กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ 0 2579 5536-7  ในวันเวลาราชการ     โดยการพิจารณาออกใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ยกรณีไม่มีปัญหาใดจะเสร็จสิ้น
ภายใน 1 วันทำการ ซึ่งผู้นำเข้าปุ๋ยจะต้องยื่นแบบแจ้งการนำเข้าปุ๋ยทุกครั้งก่อนการนำเข้า

          กรณีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในใบอนุญาต  เช่น การเปลี่ยนแปลงสถานที่นำเข้าปุ๋ยหรือสถานที่เก็บปุ๋ย  ต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่ ณ สถานที่ยื่นคำขอใบอนุญาตในครั้งแรก ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงพร้อมทั้งแนบเอกสารประกอบ ได้แก่ ใบอนุญาตฉบับ
จริง    สำเนาหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนบริษัท ใบทะเบียนพาณิชย์  หรือเอกสารอื่นที่แสดงสถานที่นำเข้าหรือเก็บปุ๋ยแห่งใหม่  สัญญาเช่าหรือหนังสือ
ยินยอมให้ใช้สถานที่ เป็นสถานที่นำเข้าหรือเก็บปุ๋ยแห่งใหม่ และแผนที่แสดงสถานที่เก็บปุ๋ยแห่งใหม่

          สำหรับกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ยเสียชีวิต ต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมใบอนุญาตฉบับจริง ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่
วันที่ผู้รับใบอนุญาตเสียชีวิตและกรณีการขอใบแทนใบอนุญาต เนื่องจากใบอนุญาตสูญหาย ต้องแนบใบบันทึกรับแจ้งความของสถานีตำรวจ หรือใบ
อนุญาตถูกทำลายในสาระสำคัญ ต้องดำเนินการภายใน 15 วันนับจากวันที่สูญหายหรือถูกทำลาย

          ส่วนกรณีการขอยกเลิกใบอนุญาต เนื่องจากยกเลิกกิจการจะต้องแจ้งการยกเลิกเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วัน
ที่เลิกกิจการ แต่ต้องก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นสุด โดยระบุเหตุผลในการขอยกเลิกพร้อมแนบใบอนุญาตฉบับจริง  รวมทั้งต้องจำหน่ายปุ๋ยที่เหลืออยู่ให้
หมดภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่เลิกกิจการ หากไม่ดำเนินการจะมีความผิดตามมาตราที่ 59 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 4,000-20,000 บาท

          สำหรับผู้ที่ประสงค์จะขายปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยอินทรีย์ จะต้องมีใบอนุญาตตามมาตรา 12 เช่นกันและหากไม่มีก็จะมีความผิดตามมาตรา
57 คือระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คุณสมบัติของผู้ขายปุ๋ยมีลักษณะเช่นเดียวกับผู้นำเข้าปุ๋ย รวมทั้ง
หลักฐานในการประกอบการขออนุญาต การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในใบอนุญาต การขอใบแทน และการยกเลิกใบอนุญาต  ส่วนสถานที่ยื่นคำขอ
นอกจากฝ่ายปุ๋ยเคมี  ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตรแล้ว     ในต่างจังหวัดสามารถยื่นได้ที่
สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรทั้ง 8 เขต ศูนย์วิจัยฯ ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตในสังกัดกรมวิชาการเกษตรได้ทั่วประเทศ 

          การออกใบอนุญาตขาย  กรณีที่มีเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ภายใน 1 วันทำการ   โดยใบอนุญาตดังกล่าวมีอายุ
1 ปี  และหากประสงค์จะต่ออายุใบอนุญาตต้องดำเนินการล่วงหน้าก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุอย่างน้อย 30 วัน 

ผลิตและขึ้นทะเบียนปุ๋ย

          เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับใหม่ขยายการครอบคลุมถึงปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ นอกเหนือจากปุ๋ยเคมีที่กำหนดไว้เดิม ดังนั้นจึงได้กำหนด
การขึ้นทะเบียนและการควบคุมการผลิตปุ๋ยทั้งสองชนิดไปพร้อมกันด้วยการใช้ระบบใบอนุญาต

          การผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า ผู้ที่ประสงค์จะผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า จะต้องมีใบอนุญาตผลิตตามมาตรา 12 โดยหากไม่มีใบอนุญาตจะมีความ
ผิดตามมาตรา 57  คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท

          เช่นเดียวกับใบอนุญาตนำเข้าและใบอนุญาตขาย ผู้ขอใบอนุญาตต้องเป็นเจ้าของกิจการ และมีถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานในประเทศไทย  ชื่อใน
การประกอบการพาณิชย์ต้องไม่ซ้ำ หรือคล้ายคลึงกับชื่อที่อนุญาตแล้ว หรือเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการสั่งพักใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตยังไม่
ครบ 1 ปี  รวมทั้งต้องมีสถานที่ผลิตและสถานที่เก็บปุ๋ยเคมี  ซึ่งการขออนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าแบบผสม หรือผลิตโดยตรง   อนุญาตให้ผู้ผลิต
1 ราย ต่อ 1 สถานที่ผลิต

          ถ้าเป็นการขออนุญาตผลิตแบบแบ่งบรรจุ  สามารถใช้สถานที่ผลิตของผู้รับใบอนุญาตรายอื่นได้  แต่ต้องมีหลักฐานการยินยอมให้ใช้สถานที่
ผลิตจากผู้ได้รับอนุญาตรายนั้น ส่วนหลักฐานประกอบการขอใบอนุญาตผลิต ประกอบด้วย แบบคำขออนุญาตเกี่ยวกับปุ๋ย (อ.ป.1) เอกสารแสดงการ
เป็นเจ้าของกิจการ ใบอนุญาตประกอบกิจการ  หนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลแสดงผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล  สำเนาทะเบียนการค้า/ทะเบียน
พาณิชย์ โดยระบุชนิดของพาณิชยกิจว่า “ผลิตปุ๋ยเคมี”  สำเนาบัตรประชาชนหรือใบสำคัญประจำตัวของคนต่างด้าว และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขอ
อนุญาต  สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร สำเนาใบอนุญาตตั้งโรงงานหรือใบอนุญาตประกอบกิจการจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม  สำเนาหนังสือ
เช่า หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่  

          กรณีไม่เข้าข่ายโรงงานอุตสาหกรรม  ต้องแบบหนังสืออนุญาตให้ผลิต  และเก็บปุ๋ยเคมีจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาพถ่ายอุปกรณ์และ
สถานที่ผลิต แผนที่สถานที่ผลิตและสถานที่เก็บปุ๋ยเคมี หนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์ เอกสารดังกล่าวข้างต้นจะต้องประทับตรานิติบุคคล
ในกรณีที่มีตราประทับและผู้ขออนุญาตต้องอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบสถานที่ผลิตและอุปกรณ์การผลิต และให้ข้อมูลการผลิตที่ถูกต้องแก่
เจ้าหน้าที่   เพื่อประกอบการออกใบอนุญาต    โดยให้ยื่นคำขออนุญาตได้ที่ฝ่ายปุ๋ยเคมี ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน   สำนักควบคุมพืชและวัสดุ-
การเกษตร กรมวิชาการเกษตร ในวันและเวลาราชการ เช่นเดียวกับการขออนุญาตนำเข้า

          สำหรับการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในใบอนุญาต การขอใบแทน การยกเลิกใบอนุญาต ดำเนินการคล้ายคลึงกับการอนุญาตนำเข้าและมีฐาน
ความผิดเช่นเดียวกัน ระยะเวลาในการดำเนินการออกใบอนุญาตใช้เวลาประมาณ 16 วันทำการ  และมีอายุ 5 ปี  หากประสงค์จะต่ออายุใบอนุญาตจะ
ต้องยื่นคำขอล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน

          การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า ในมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้  กำหนดให้ผู้ใดที่มีความประสงค์จะผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า  จะ
ต้องมีใบอนุญาต ถ้าไม่มีใบอนุญาตจะมีความผิดตามกฎหมาย โดยระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดย
คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ขอรับใบอนุญาตก็เช่นเดียวกับการขออนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า รวมทั้งหลักฐานประกอบการขออนุญาต เว้นแต่ชนิดของ
พาณิชยกิจต้องระบุเป็น “ผลิตปุ๋ยอินทรีย์

          ส่วนรายละเอียดและการยื่นคำขอ ตลอดจนวิธีการปฏิบัติในการอนุญาตก็เช่นเดียวกับกับการอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า กรอบเวลาในการ
ดำเนินการออกใบอนุญาตหากข้อมูลมีความครบถ้วนสมบูรณ์ถูกต้อง จะใช้เวลาประมาณ 16 วันทำการ  และใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี     ซึ่งหากจะต่อใบ
อนุญาตจะต้องมายื่นคำร้องล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันสิ้นอายุ

          การผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อการค้า จะต้องดำเนินการเช่นเดียวกับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า  มิเช่นนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งระดับ
ความรุนแรงก็เป็นเช่นเดียวกัน ตลอดจนคุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาต หลักฐานประกอบ ยกเว้นต้องระบุชนิดของพาณิชยกิจเป็น “ผลิตปุ๋ยชีวภาพ
  การขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียด การขอใบแทน การยกเลิกใบอนุญาต และสถานที่ยื่นคำขอ    ทั้งนี้การดำเนินการออกใบอนุญาตใช้เวลาประมาณ
16 วันทำการ  ใบอนุญาตดังกล่าวมีอายุ 5 ปี หากประสงค์จะต้องอายุใบอนุญาตจะต้องยื่นคำร้องล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน

          การขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าหรือใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ยที่มีความประสงค์
จะผลิตหรือนำเข้าปุ๋ยเคมีที่มิใช่ปุ๋ยเคมีมาตรฐานเข้ามาในราชอาณาจักร  จะต้องนำปุ๋ยเคมีชนิดนั้นมาขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน เมื่อได้
รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีจึงจะผลิตหรือนำเข้าได้ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการขอใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีไว้ดังนี้

          (1) ปุ๋ยเคมีที่เป็นปุ๋ยเชิงผสมหรือเชิงประกอบ  ซึ่งที่ธาตุอาหารหลัก (N-P-K) ตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป    ต้องมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวมกันไม่ต่ำ
กว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนัก ปริมาณธาตุอาหารหลักแต่ละชนิดไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ของน้ำหนัก และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 3 ของน้ำหนักและมีความ
ชื้นไม่เกินร้อยละ 3 ของน้ำหนักเช่นกัน

          (2) ปุ๋ยเคมีเชิงเดี่ยวที่มีธาตุอาหารหลักไม่ถึงร้อยละ 20 ของน้ำหนัก ต้องมีสารประกอบหรือสูตรโครงสร้างแน่นอน และมีความชื้นไม่เกินร้อย
ละ 3 ของน้ำหนัก   ส่วนปุ๋ยเคมีหินฟอสเฟต ต้องมีธาตุอาหารหลักตั้งแต่ร้อยละ 3 ของน้ำหนัก    มีปริมาณฟอตเฟตทั้งหมดไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของ
น้ำหนัก ความละเอียดไม่ต่ำกว่า 40 เมซ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของน้ำหนัก และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 3 เช่นกัน

          (3) ปุ๋ยอินทรีย์เคมี   ต้องมีธาตุอาหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป       และต้องมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 12 ของน้ำหนัก
ปริมาณธาตุอาหารหลักแต่ละชนิดต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ของน้ำหนัก มีปริมาณอินทรียวัตถุไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนักและความชื้นไม่เกินร้อย
ละ 10 ของน้ำหนัก

          (4) ปุ๋ยเคมีที่จะรับขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยข้าว  สามารถมีไนเตรทไนโตรเจนรวมอยู่กับไนโตรเจนทั้งหมดได้ แต่จะนำไนเตรทไนโตรเจนมานับรวม
กับไนโตรเจนที่จดทะเบียนเป็นสูตรปุ๋ยข้าวตามที่กรมการข้าวแนะนำไม่ได้

          (5) ปุ๋ยเคมีที่นำเข้ามาเพื่อขึ้นทะเบียน และประสงค์จะนำปุ๋ยเคมีนั้นไปแบ่งบรรจุ  สามารถใช้ผลการวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีฉบับเดียวกันได้เมื่อยื่นคำ
ขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีต่อเนื่องในคราวเดียวกัน

          (6) เครื่องหมายการค้าที่ใช้ในการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ต้องเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์

          (7) ฉลากและข้อความบนฉลากต้องระบุตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด  รวมทั้งระบบข้อความจำเป็นอื่นๆ เช่น “ควรคลุกเคล้าปุ๋ยให้เข้ากันก่อนใช้”
“ไม่แนะนำให้ใช้เป็นปุ๋ยข้าว” “ปุ๋ยเคมีน้ำอาจมีก๊าซเกิดขึ้น และอาจเป็นอันตรายได้ง่าย ควรเปิดด้วยความระมัดระวัง” เป็นต้น

          ส่วนเอกสารหลักฐานประกอบการขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี  ประกอบด้วย คำขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี (ท.ค.1) สำเนาใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ย (น.ป.1)
หรือใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า (ผ.ป.1) ตัวอย่างฉลากปุ๋ยเคมีและข้อความที่แสดงในฉลาก ต้นฉบับรายงานผลวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีที่มีอายุไม่เกิน
6 เดือน นับตั้งแต่วันที่รายงานผลวิเคราะห์  กรรมวิธีการผลิตของผู้ผลิตโดยย่อ    และกรรมวิธีการแบ่งบรรจุในกรณีที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าแบบแบ่ง
บรรจุ เอกสารกำกับปุ๋ยเคมี (คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมี วิธีใช้ อัตราที่ใช้ ข้อควรระวัง ฯลฯ )   ตัวอย่างหรือภายถ่ายภาชนะหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมี   คำขอละ
1 ชุด ตัวอย่างปุ๋ยเคมีที่ขอขึ้นทะเบียน อาร์ตเวิร์ดซึ่งเหมือนของจริง จำนวน 2 ชุด

          โดยให้ยื่นคำขอได้ที่ฝ่ายปุ๋ยเคมี  ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร  เช่นกันทั้งนี้ หากเอกสารทั้งหมดครบ
ถ้วนถูกต้อง จะสามารถออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีได้ภายใน 10 วันทำการ   (อ่านต่อฉบับหน้า)

 

     พบกันใหม่ฉบัยหน้า..........สวัสดี
อังคณา
    

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : angkanas@doa.go.th

 

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406