ผลิใบ ขอคุยด้วยคน
ศิริณี พูนไชยศรี และชลิดา อุณหวุฒิ

ด้วงงวงขั้วผลส้ม

          การปฏิบัติงานของกลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร นอกจากจะมี
ภารกิจเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยงานอนุกรมวิธาน และดูแลรักษาพิพิทธภัณฑ์แมลงแล้ว ยังมีงานให้บริการตรวจจำแนก วิเคราะห์ ชนิดแมลง ซึ่งเป็นงาน
ที่สำคัญอีกด้านหนึ่งเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอารักขาพืชอื่น

          การดำเนินการที่ผ่านมา จะมีบุคคลจากหลากหลายหน่วยงาน  รวมทั้งผู้ที่สนใจเกี่ยวกับแมลงหรือผู้ที่ประสบปัญหาจากแมลง  สอบถามข้อมูล
หรือนำตัวอย่างแมลงเข้ามาขอรับบริการจำแนกชนิด   ด้วยหน้าที่อันสำคัญนี้ทำให้นักวิชาการในกลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง ได้พบเห็นแมลงมากมาย
หลากหลายชนิด ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ ในการเรียนรู้แมลงที่หาจากแหล่งอื่นไม่ได้

          การปฏิบัติงานลักษณะนี้ กลุ่มงานอนุกรมวิธานตระหนักอยู่เสมอว่านอกจากจะได้ความรู้และประสบการณ์แล้ว ยังมีส่วนช่วยในการเตือนภัยที่
อาจเกิดจากแมลงภายในประเทศ รวมถึงการเฝ้าระวัง ศัตรูพืชร้ายแรงจากต่างประเทศไม่ให้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศ

          ศัตรูพืชที่ติดมากับสินค้าจากต่างประเทศส่วนมาก จะเป็นระยะไข่หรือตัวอ่อน  ทำให้เกิดปัญหาในการจำแนกชนิด  หลายครั้งกลุ่มงานอนุกรม
วิธานประสบประเด็นปัญหาเคลือบแคลงสงสัยกับศัตรูพืชที่ติดมากับสินค้า  ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงอย่างมากกบศัตรูพืชกักกันของประเทศไทย  หาก
เป็นกรณีนี้จะต้องมีการพิจารณาเพื่อนำไปเข้ากระบวนการศึกษาวิจัยเพื่อวิเคราะห์และเฝ้าระวังต่อไป

          กลุ่มงานอนุกรมวิธาน  เคยได้รับตัวอย่างแมลงที่ติดมากับผลส้มนำเข้ามาจากประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย  เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2551 โดยพบไข่และหนอนของแมลงชนิดหนึ่งทำลายที่บริเวณรอบขั้วของผลส้ม


ตัวเต็มวัยด้วงงวงขั้วผลส้ม (Fuller Rose Weevil)

          จากการตรวจดูผลส้มใต้กล้องจุลทรรศน์  อย่างละเอียดโดยเฉพาะบริเวณขอบขั้วผล      พบกลุ่มไข่สีเหลือง และมีไข่บางฟองเรื่องฟักเป็นตัว
หนอน  ขนาดเล็กมากประมาณ 0.7-1.8 มิลลิเมตร   จึงได้เฝ้าสังเกตเพื่อศึกษาพฤติกรรมของหนอน    พบว่าเมื่อหนอนฟักออกจากไข่ได้ไม่กี่ชั่วโมง
หนอนจะทิ้งตัวออกจากบริเวณขั้วผล  หล่นเกลื่อนบนจานที่ใช้เลี้ยง

          ต่อมาไม่นานหนอนเริ่มทยอยตายเนื่องจากไม่มีอาหารกิน กลุ่มไข่และหนอนที่ตรวจพบมีขนาดรูปร่างลักษณะ และพฤติกรรมคล้ายคลึงอย่าง
มากกับไข่และหนอนของด้วงงวงขั้วผลส้ม (Fuller Ros Weevil) Pantomorus cervinus (Boheman) ซึ่งเป็นแมลงศัตรูร้ายแรงด้านกักกันพืชของส้ม
พบแพร่ระบาดในหลายประเทศ   โดยเฉพาะในประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย พบด้วงชนิดนี้แพร่กระจายทั่วทั้งประเทศ และในบางรัฐนับว่าเป็นศัตรูร้าย
แรงมากของส้ม นอกจากประเทศไทยแล้ว ประเทศญี่ปุ่นพิจารณาจัดให้ด้วงชนิดนี้เป็นแมลงศัตรูกักกัน (Quarantine Pest) สำหรับการนำเข้าส้มจาก
ประเทศสหรัฐอเมริกา

          จากการตรวจเอกสารพบว่า   ด้วงงวงขั้วผลส้ม Fuller Rose Weevil   หรือ Fuller’s Rose Weevil     เป็นด้วงงวงในอันดับ Coleoptera  วงศ์
Curculionidae     ชื่อวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน  คือ Pantomorus cervinus (Boheman)    ชื่อเดิม (ชื่อพ้อง)  คือ Asynonychus cervinus (Bhheman) เป็นด้วงงวงที่มีขนาดเล็กมาก    พบรายงานครั้งแรกในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา  เมื่อปี ค.ศ. 1879 ซึ่งในครั้งนั้นได้รับรายงานรวมถึงพืช
ที่เข้าทำลาย ได้แก่กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ อาทิ คาเมเลีย เจอราเนียม พริมโรส คาร์เนชั่น อซาเลีย บีโกเนีย ลิลลี่ และกลุ่มไม้ผล เช่น ส้ม พลับ พลัม แอปเปิ้ล พีช แอพริคอท สตรอเบอรี่ ราสเบอรี่ แบลคเบอรี่ เป็นต้น

          ด้วงงวงขั้วผลส้ม เป็นด้วงงวงที่มีลำตัวยางประมาณ 6 - 8.5 มิลลิเมตร สีน้ำตาลปนเทาแซมขาว ตารวมเห็นได้ชัดเจน ส่วนของงวง (rostrum)
โค้งลง   ปีกคู่หน้า (elytra)  เชื่อมติดกัน   ทำให้ด้วงงวงชนิดนี้บินไม่ได้ มีวงจรชีวิต 1-2 ชั่วอายุขัย (generation) / ปี สืบพันธุ์โดยไม่ต้องอาศัยเพศ
เพศเมียวางไข่สีเหลืองครั้งละหลายฟอง แต่ละฟองมีขนาด 1 มิลลิเมตร รวมเป็นก้อน (mass) และมีเมือกเหนียวสีขาวปกคลุม

          บริเวณที่วางไข่พบได้ตามก้อนหินใกล้ต้นพืช  รอยแตกของเปลือกต้น บริเวณรอบฐานรองดอก (calyx) ตามเศษใบไม้ที่ทับถมกันบางครั้งพบ
ก้อนไข่อุดขวางท่อสปริงเกลอร์ขนาดเล็ก   ทำให้ไม่สามารถปล่อยน้ำตามท่อได้   สำหรับในส้ม    ด้วงงวงขั้วผลส้มชอบที่จะวางไข่บริเวณรอบขั้วผล
มากกว่าบริเวณส่วนใบและกิ่ง

          วรจรชีวิตในส้ม  ด้วงงวงขั้วผลสามเพศเมียวางไข่บริเวณใต้ฐานรองดอก ตลอดชีวิตเพศเมียสามารถวางไข่ได้ 200-1,000 ฟอง  ระยะไข่ 2-6
สัปดาห์ จึงฟักออกเป็นตัวหนอน หนอนเมื่อฟักออกจากไข่จะทิ้งตัวจากบริเวณขั้วผลลงสู่ดินและอาศัยกัดกินรากส้มเป็นเวลา 8-10 เดือน


ไข่ด้วงงวงขั้วผลส้ม (Fuller Rose Weevil), ซ้ายสุด หนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ , ขวา แตนเบียน Fidiobia citri

          หนอนสามารถอยู่ในดินลึกถึง 2 ฟุต หนอนในระยะที่ 3 จะเคลื่อนย้ายขึ้นมาใกล้ผิวดิน และเริ่มสร้างพื้นที่ให้เรียบโดยการหมุนส่วนท้องพร้อม
ปล่อยเมือกจากส่วนกัน (anus) เพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าดักแด้ ระยะดักแด้ใช้เวลา 1 ครึ่ง – 2 เดือน  ตัวเต็มวัยที่ออกจากดักแด้จะคลานขึ้นไปยัง
ต้นส้มและเริ่มกัดกินใบ ตาใบ ตัวเต็มวัยมีอายุ 3 - 8 เดือน

          ด้วงงวงขั้วส้ม      สามารถทำลายส้มได้ทุกพันธุ์ (citrus spp.)   และยังมีพืชอาศัยอื่นๆ  อีกหลายชนิด   อาทิ พืชผักตระกูลบวบ และฟักทอง
Cucurbita spp.,    สตรเบอรี่; Fragaria ananassa    ถั่ว; Phaseolus spp.,   พืช; Prunus persica,     กุหลาบ; Rosa spp.,   มันฝรั่ง; Solanum
tubersosum,  พืชตระกูลกระถิน; Acacia spp.,  พลับ; Diaspyros kaki,  วอลนัท; Juglans regia,   แอปเปิ้ล; Malus pumila, กล้วย; Musa spp.,
เสาวรส; Passiflora deulis,   อะโวคาโด; Persea Americana,   แอพริคอท; Prunus Americana,   อซาเลีย; Rhododendron spp.,    ราสเบอรี่;
Rubus spp., ลิลี่: Lilium spp., โอ๊ค; Quercus spp., พลัม; Prunus domestica, บิโกเนีย, แบลคเบอรี่, คาร์ดิเนีย, สน และไฮเดรนเยีย

          การทำลายพืชของด้วงงวงชนิดนี้  เกิดจากตัวเต็มวัยกัดกินใบและยอดอ่อน   ส่วนหนอนกัดกินทำลายาก ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อพืชได้
มากโดยเฉพาะพืชที่อยู่ในโรงเรือน สำหรับส้ม ต้วเต็มวัยจะกัดกินยอดอ่อนและใบที่ผลิใหม่ในเวลากลางคืน และหลบซ่อนตัวในเวลากลางวัน

          ใบที่ถูกทำลายขอบใบ จะแหว่งเว้าคล้ายฟันเลื่อย    หากการทำลายรุนแรงตัวด้วงจะกัดกินจนเหลือแต่เส้นกลางใบ   ส่วนหนอนวัยแรกกัดกิน
ทำลายรากขนอ่อน หนอนวัยที่โตขึ้นกัดกินทำลายรากแขนง มีผลทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต เนื่องจากส้มไม่สามารถลำเลียงน้ำและอาหารขึ้นไป
เลี้ยงต้นได้ การทำลายที่รุนแรงทำให้ต้นส้มตายในที่สุด

          เขตการแพร่กระจายพบว่า ด้วงงวงขั้วผลส้มมีแหล่งกำเนิดจากประเทศในแถบอเมริกาใต้และได้เข้าไปในประเทศนิวซีแลนด์และประเทศเครือ
รัฐออสเตรเลีย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 เนื่องจากตัวเต็มวัยและไข่มีขนาดเล็กมากสามารถเล็ดลอดเกาะติดไปกับส่วนต่างๆระหว่างการขนส่งสินค้ายากต่อ
การมองเห็นด้วยตาเปล่า  อีกทั้งยังสามารถรอดชีวิตได้แม้ในสภาพอากาศที่แห้ง    จึงทำให้ปัจจุบันด้วงงวงชนิดนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศสหรัฐ-
อเมริกา และแพร่กระจายไปทั่วโลกทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป ประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย รวมทั้งหมู่เกาะแปซิฟิก

          วิธีการจัดการด้วงงวงขั้วผลส้มต้องใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน  ทั้งการติดตามเพื่อประเมินแนวโน้มการระบาด (monitoring) โดยการใช้กับดักติดไว้
บริเวณพื้นดิน หรือการสังเกตลักษณธร่องรอยใบที่ถูกทำลาย  การตรวจดูเพื่อหาก้อนไข่ในบริเวณที่ใบไม้ร่วงหล่น หรือตามผลที่ตกอยู่ใกล้ๆ ต้น รวม
ทั้งตรวจหาบริเวณส่วนของรากฐานของดอก

          สำหรับตัวเต็มวัยให้ใช้วิธีการตี หรือเขย่าต้นหรือกิ่งให้ตัวเต็มวัยตกลงเพื่อตรวจนับปริมาณ   ร่วมกับการใช้วิธีกล (mechanical control)  โดย
หาวิธีการป้องกันไม่ให้ตัวเต็มวัยคลานขึ้นมาบนต้น เช่น ตัดแต่ง กิ่งที่อยู่ใกล้พื้นดิน การใช้วัสดุเหนียวโอบรัดรอบต้น  เพื่อดักจับตัวเต็มวัยไม่ให้คลาน
ขึ้นไปบนต้นรวมทั้งการใช้ชีววิธี (biological control) ซึ่งด้วงงวงชนิดนี้มีศัตรูธรรมชาติได้แก่ แตนเบียน; Fidiobia citri ซึ่งเป็นแตนเบียนไข่ สามารถ
เบียนไข่ได้ถึงร้อยละ 50 ของก้อนไข่หนึ่งๆ   มวนเพชรฆาต; Pristhesancus plagipennis,  ไส้เดือนฝอย; Heterothabdits sp. และ Steinernema
carpocapsae และตั๊กแตนตำข้าว     นอกจากนี้ยังมีพวกเชื้อรา Beauveria anisopliae  ที่สามารถกำจัดหนอน  และ Metarhizium anisopliae   ซึ่ง
สามารถกำจัดได้ทั้งหนอนและตัวเต็มวัย


ไข่แมลงที่พบบริเวณขั้วผลส้มที่นำเข้ามาจากประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย (ถ่ายเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2551)

          จากข้อมูลทั้งหมดของด้วงงวงเจาะขั้วผลส้ม  จะพบว่าเป็นแมลงที่มีศักยภาพในการทำลายพืชจนอาจเกิดการระบาดได้  ทั้งนี้เพราะหนอนและ
ตัวเต็มวัย  สามารถกัดกินทำลายพืชได้หลากหลายชนิดโดยเฉพาะระยะหนอนที่มีช่วงเวลายาวนานมาก    จึงมีโอกาสทำลายพืชได้ยาวนานจนเกิดผล
เสียหายได้มากเช่นกัน

          นอกจากนี้    ยังเป็นด้วงที่มีขนาดเล็กยากต่อการมองเห็นด้วยตาเปล่า   และยังสามารถอาศัยกัดกินทำลายรากพืชที่อยู่ใต้ดินลึกกว่าครึ่งเมตร
ทำให้ไม่มีโอกาสรู้ได้ว่าเกิดการทำลายจากหนอนด้วงชนิดนี้ จนกว่าการทำลายรุนแรงจนเกิดผลเสียหายอย่างมาก     ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถป้องกัน
กำจัดได้ทันเวลา   อีกทั้งยังสามารถขยายพันธุ์ได้โดยไม่ต้องอาศัยเพศ   และเพศเมียยังวางไข่ได้ครั้งละหลายๆ ฟอง  ซึ่งศักยภาพด้านนี้ทำให้ขยาย
พันธุ์แพร่ลูกหลานได้จำนวนมาก

          ด้วงงวงชนิดนี้ เป็นศัตรูสำคัญของส้มในประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย เข้าทำลายส้มได้ทุกพันธุ์  แต่ประเทศไทยไม่เคยพบการทำลายของด้วง
ชนิดนี้ไม่ว่าในพืชใดๆ  ดังนั้น   ประเทศไทยจะต้องมีวิธีการเฝ้าระวังด้วงชนิดนี้อย่างจริงจัง   โดยเฉพาะในการตรวจศัตรูพืช ณ จุดนำเข้าสินค้าเกษตร
ต้องเข้มงวดในการตรวจส้มสดที่นำเข้าจากประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย

          การใช้วิธีการตรวจด้วยตาเปล่าไม่สามารถตรวจพบด้วงงวงชนิดนี้ได้  ต้องย้ำและเน้นว่าต้องใช้แว่นขยายหรือตรวจสอบใต้กล้องจุลทรรศน์เท่า
นั้น หากตรวจพบควรใช้มาตรการสุขอนามัยพืชจัดการกับสินค้าเพื่อกำจัดด้วงงวงชนิดนี้โดยรมด้วยสารรมเมทิลโบรไมด์ หากด้วงชนิดนี้เล็ดลอดเข้ามา
แพร่ระบาดทำลายสวนส้มในประเทศไทยด้วยสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่เหมาะสม  เอื้ออำนวยให้ด้วงชนิดนี้มีชีวิตรอด  เจริญเติบโตได้อย่าง
ถาวรและแพร่กระจาย  จะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจในประเทศได้ในที่สุด  เมื่อถึงเวลานั้นอาจช้าเกิดนไปที่จะหามาตรการจัดการกับแมลง
ชนิดนี้ เหมือนกับบทเรียนในอดีตจากการเข้ามาแพร่ระบอดของผักตบชวาและหอยเชอรี่ในประเทศไทย

ที่มา Smith, D., G. Beatie and R. broadley. 1997. Citrus pests and their natural ememies. Integrated Pest Management in Australia. Department of Primary Industries, State of Queensland. Australia.



 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406