ผลิใบ จากแฟ้มวิจัย
สุนีย์  นิเทศพัตรพงศ์ี   

ตรวจสอบสารพิษตกค้างในตัวอย่างพืชแปลง

          นับตั้งแต่ศูนย์วิจัยพืชสวนกาญจนบุรี  สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 5   กรมวิชาการเกษตร ได้รับมอบหมายภารกิจเร่งด่วนให้จัดตั้ง
ห้องปฏิบัติการตรวจสอบสารพิษตกค้างขึ้นภายในศูนย์ฯ   เพื่อให้การบริการตรวจสอบสารพิษตกค้างในพืชผัก  ผลไม้    จากแปลงรับรอง GAP ของ
เกษตรกรในส่วนภูมิภาคเป็นไปอย่างทั่วถึง  และตอบสนองกระแสความนิยมในการบริโภคอาหารปลอดภัย  โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรซึ่งนับ
วันจะทวีขึ้น

          ศูนย์วิจัยพืชสวนกาญจนบุรี จึงปรับปรุงโรงเก็บพัสดุมาใช้เป็นอาคารชั่วคราว และยืมตัวบุคลากรจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 5
มาช่วยวางระบบ และดูแลบริหารงานในห้องปฏิบัติการ  โดยทีมงานห้องปฏิบัติการต้องทำงานประสานกับทีม  GAP    ในการตรวจสอบสารพิษตกค้าง
ทีม GAP จะเป็นผู้ไปสุ่มตรวจที่แปลงผลิตและเก็บตัวอย่างผัก ผลไม้ ที่สงสัยว่าจะมีการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ไม่เหมาะสมกลับมาตรวจในห้อง
ปฏิบัติการ

ผลการทดสอบ

          ผลการทดสอบตัวอย่าง  ทีมห้องปฏิบัติการจะรายงานผลกลับไปยังทีม GAP  ซึ่งทีม GAP จะนำผลการทดสอบนี้มาใช้ประกอบในการออกใบ
รับรองคุณภาพการผลิตตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP ให้แก่เกษตรกร (ใบ Q)

          นับจากวันที่เปิดให้บริการ  จนถึงปัจจุบัน 4 ปีเต็ม  ห้องปฏิบัติการได้ให้บริการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในพืช ผัก ผลไม้   จากแปลง GAP
ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม     รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,611 ตัวอย่าง (ข้อมูลเดือนมกราคม
2548 ถึงกันยายน 2551)       พบสารพิษตกค้างรวม 492 ตัวอย่าง (18.8% ของตัวอย่างทั้งหมด)  และในจำนวนนี้พบสารพิษตกค้างสูงเกินค่าความ
ปลอดภัย 225 ตัวอย่าง (45.7% ของตัวอย่างที่พบสาร) พืช ผัก ผลไม้ ที่ถูกสงสัย

          เก็บตัวอย่างเข้าตรวจในห้องปฏิบัติการมากที่สุด 10 อันดับแรก  ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง 870 พริก 169 ถั่วฝักยาว 138 กระเจี๊ยบเขียว 94 มะม่วง
90 กล้วย 82 มะเขือ 75 ข้าวเปลือก 71 แตงกวา และโหระพา ชนิดละ 58 ตัวอย่าง และมีตัวอย่างพืชชนิดอื่นๆ อีกกว่า 70 ชนิด ที่ถูกสุ่มตัวอย่างเข้า
ตรวจในห้องปฏิบัติการแต่จำนวนตัวอย่างไม่มากนัก

แบ่งกลุ่มพืชที่ตรวจสารตกค้าง

          ทางห้องปฏิบัติการได้รวบรวมตัวอย่างพืชที่ตรวจสารพิษตกค้างในรอบ 4 ปี  และนำมาจัดกลุ่มตามร้อยละของความเสี่ยงต่อการตรวจพบสาร
พิษตกต้างในตัวอย่างพืชแต่ละชนิด  โดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อให้ทีม GAP ใช้เป็นแนวทางในการวางแผนสุ่มเก็บตัวอย่าง     และเพื่อให้การใช้จ่ายงบ
ประมาณในการตรวจสารพิษตกค้างในห้องปฏิบัติการเป็นไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งแบ่งกลุ่มพืชออกเป็น 6 กลุ่ม

          1.  พืชที่ตรวจพบสารตกค้างน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่าง   พืชในกลุ่มนี้ได้แก่ กุยช่าย กระเจี๊ยบเขียว เห็ดชนิดต่างๆ มะละกอ ชะอม
หน่อไม้ฝรั่ง และข้าวเปลือก โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่ง และกระเจี๊ยบเขียว  ซึ่งเป็นพืชส่งออกที่สำคัญ หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชที่ถูกสุ่มเก็บตัวอย่างเข้าตรวจ
ในห้องปฏิบัติการมากที่สุด  จำนวน 870 ตัวอย่าง แต่ตรวจพบสารตกค้างเพียงร้อยละ 1.61 ของตัวอย่าง  กระเจี๊ยบเขียว 94 ตัวอย่าง พบสารตกค้าง
ร้อยละ 8.51 ของตัวอย่าง ข้าวเปลือก 71 ตัวอย่าง พบสารตกค้างร้อยละ 1.41 ของตัวอย่าง

          2.  พืชที่พบสารตกค้างระหว่าง 10 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่าง พืชในกลุ่มนี้ได่แก่ แตงโม มะม่วง แก้วมังกร ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักชีฝรั่ง
ถั่วพู แตงร้าน หอมแบ่ง ลำไย มะระจีน คะน้า ผักบุ้ง   โดยเฉพาะมะม่วง พบสารตกต้างร้อยละ 23.33 ของตัวอย่าง (จาก 90 ตัวอย่าง)     ถั่วฝักยาว
ตรวจพบสารตกค้างร้อยละ 21.7 ของตัวอย่าง (จาก 138 ตัวอย่าง) แตงกวา พบสารตกค้างร้อยละ 20.6 ของตัวอย่าง (จาก 58 ตัวอย่าง)

          3.  พืชที่พบสารตกค้างระหว่าง 25 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่าง   พืชในกลุ่มนี้ได้แก่ เผือก ใบมะกรูด แคนตาลูป กะเพรา มะขามเทศ  ส้ม
มะเขือ ฝรั่ง ผักชี ใบบัวบก กวางตุ้ง โหระพา ถั่วแขก มะเขือเทศ บวบ กระเฉด กะหล่ำดอก    โดยเฉพาะพวกผักพื้นบ้าน เช่น กะเพรา พบสารตกค้าง
ร้อยละ 50 ของตัวอย่าง (จาก 24 ตัวอย่าง) มะเขือ พบสารตกค้าง ร้อยละ 50 ของตัวอย่าง (จาก 24 ตัวอย่าง) มะเขือ    พบสารตกค้างร้อยละ 42.6
ของตัวอย่าง (จาก 75 ตัวอย่าง) ผักชี พบสารตกค้างร้อยละ 40 ของตัวอย่าง (จาก 23 ตัวอย่าง)    โหระพาพบสารตกค้างร้อยละ 34.4 ของตัวอย่าง
(จาก 58 ตัวอย่าง)

          4.  พืชที่พบสารพิษตกค้างระหว่าง 50 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ของตัวอย่าง     พืชในกลุ่มนี้ได้แก่ สะระแหน่ ชะพลู มะนาว ผักกาดหัว ลิ้นจี่ ชมพู่
พริกส้มโอ โดยเฉพาะพริก และส้มโอ  เป็นพืชส่งออกที่สำคัญ   มีความเสี่ยงในการตรวจพบสารพิษตกค้างค่อนข้างสูง จากการสุ่มตัวอย่างพริก  พบ
สารตกค้างร้อยละ 59.2 ของตัวอย่าง (จาก 168 ตัวอย่าง) ส้มโอ พบสารตกค้างร้อยละ 50.9 ของตัวอย่าง (จาก 55 ตัวอย่าง)

          5.  พืชที่พบสารตกค้างระหว่าง 75  ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่าง    พืชในกลุ่มนี้ได้แก่ละมุด  เมล่อน  มะเฟือง  ผักกาดเขียว  ใบแมงลัก
โตเหมียว เข่งฉ่าย พุทรา  ซึ่งต้องขอยอมรับตรงๆ ว่าชนิดพืชในกลุ่มนี้อาจจะไม่ใช่ตัวแทนกลุ่มที่ดีเนื่องจากมีจำนวนตัวอย่างที่ถูกตรวจวิเคราะห์น้อย
เพียงชนิดละ 1 ตัวอย่าง เท่านั้น ทำให้ผลตรวจพบสารตกค้าง 100 เปอร์เซ็นต์  ยกเว้นในพุทรา สุ่มตรวจ จำนวน 22 ตัวอย่าง   พบสารตกค้างคิดเป็น
ร้อยละ 77.3 ของตัวอย่าง

          6.  พืชที่ไม่พบสารพิษตกค้าง  พืชในกลุ่มนี้ได้แก่ ข้าวโพด ตะไคร้ กระชาย ขิง ถั่วเหลืองฝักสด ผักกาดขาว ผักโขม ว่านหางจระเข้ หน่อไม้
ใบหม่อน ลองกอง สายบัว มะพร้าวอ่อน

วางแผนเก็บตัวอย่าง

          การทราบข้อมูลเบื้องต้น ของพืชที่มีความเสี่ยงต่อการตรวจพบสารตกค้างทำให้ทีม GAP  สามารถวางแผนการเก็บตัวอย่างพืชได้อย่างรัดกุม
ยิ่งขึ้น เช่น พริก  ซึ่งเป็นพืชที่มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชตลอดฤดูกาลปลูก    และถูกจัดอยู่ในกลุ่มพืชที่มีความเสี่ยงต่อการพบสารตกค้างค่อนข้างสูง
(50-75%) กรณีนี้ ทีม GAP อาจจำเป็นต้องสุ่มเก็บตัวอย่างพริกถึงร้อยละ 70 ถึง 90 ของแปลงที่ขอจดทะเบียน

          พืชที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการพบสารตกค้างปานกลาง (25-50%) เช่น กะเพรา มะเขือ อาจวางแผนการสุ่มเก็บตัวอย่างร้อยละ 50 ถึง 70 ของ
แปลงที่ขอจดทะเบียนพืชที่อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการพบสารตกต้างน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์    หรือพืชที่ไม่พบสารพิษตกค้าง เช่น หน่อไม้ฝรั่ง
ข้าวเปลือก ข้าวโพด อาจจะสุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 5-10 ของแปลงที่ขอจดทะเบียน  อย่างไรก็ตามในการจัดกลุ่มพืชที่มีความเสี่ยงต่อการตรวจพบ
สารพิษตกค้าง   ถ้าจะให้ได้ผลเป็นที่แน่นอน และได้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนของพืชชนิดนั้นอย่างแท้จริง     จำเป็นต้องใช้จำนวนตัวอย่างต่อชนิดสำหรับ
ตรวจสอบสารตกค้างเป็นจำนวนมาก

          ทางออกสำหรับเรื่องนี้   ทำได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างของ     สำนักวิจัยและ
พัฒนาการเกษตรทั้ง 8 เขต  ในการนำข้อมูลวิเคราะห์รายพืชมารวบรวม  และจัดกลุ่มพืชที่มีความเสี่ยงต่อการตรวจพบสารพิษตกค้างร่วมกัน แล้วนำ
ข้อมูลเหล่านั้นมาประสานกับข้อมูลการขดจดทะเบียนแปลง GAP   เพื่อให้ทีม GAP ใช้วางแผนการสุ่มตัวอย่างพืช ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง
ต่อตัวเกษตรกรเจ้าของแปลง และภาคราชการ

ชนิดของสารตกค้างที่พบ

          ชนิดของสารพิษตกค้างที่ตรวจพบ  มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นสารกำจัดแมลงศัตรูพืชในกลุ่มไพรีทรอยด์ และรองลงมาเป็นสารในกลุ่มออร์กาโน-ฟอสเฟต   สารกลุ่มไพรีทรอยด์ที่ตรวจพบในตัวอย่างพืช ผัก ผลไม้ มากที่สุด มี 2 ชนิด   ได้แก่ สารไซเปอร์เมทริน (Cypermethrin) และแลมดา-
ไซฮาโลทริน (Lambda-Cyhalothrin)  โดยตรวจพบสารไซเปอร์เมทริน (Cypermethrin)  ในตัวอย่างรวม 225 ตัวอย่าง (45.7% ของตัวอย่างที่พบ
สาร) และพบปริมาณสูงเกินค่าความปลอดภัยร้อยละ 23.5 ของตัวอย่างที่พบสาร

          ตรวจพบสารแลมดา - ไซฮาโลทริน (Lambda-Cyhalothrin)  ในตัวอย่างรวม 28 ตัวอย่าง (5.7% ของตัวอย่างที่พบสาร) และพบปริมาณสูง
เกินกว่าค่าความปลอดภัยร้อยละ 14.3   สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตที่ตรวจพบมากที่สุด       ได้แก่ สารคลอไพรีฟอส (Chlorpyriphos) จำนวน 88
ตัวอย่าง(17.9% ของตัวอย่างที่พบสาร)  และพบปริมาณสูงเกินค่าความปลอดภัยร้อยละ 48.8 สารไตรอะโซฟอส (Triazophos) 64 ตัวอย่าง (13%
ของตัวอย่างที่พบสาร) และพบปริมาณสูงเกินค่าความปลอดภัยถึงร้อยละ 98.4

          นอกจากนี้ยังตรวจพบสารในกลุ่มนี้อีกหลายชนิด เช่น โพรเฟนโนฟอส (profenophos) ไดเมทโธเอท (Dimethoate) ไดอะซินิน (Diazinon)
ไดโครโตฟอส (Dicrotophos) อิไธออน (Ethion) มาลาไธออน (Malathion) เป็นต้น   แต่จำนวนตัวอย่างที่ตรวจพบไม่เกินร้อยละ 5 ของตัวอย่างที่
พบสาร และที่น่าเป็นห่วง     คือ การตรวจพบสารที่เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ได้แก่ เอ็นโดซิลแฟน (Endosulfan) พาราไธออน-เมทิล (Parathion-
Methyl) โมดนโครโตฟอส (Monocrotophos)  และเมทามิโดฟอส (Methamidophos)  ตกค้างอยู่ในตัวอย่าง จำนวน 22 ตัวอย่าง  หรือร้อยละ 4.5
ของตัวอย่างที่พบสารในมะนาว พริก โหระพา ผักชีฝรั่ง ชะพลู พุทรา ฝรั่ง ชมพู่

          ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรในเขตจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียงนิยมใช้สารไซเปอร์เมทริน(Cypermethrin)
ซึ่งเป็นสารกลุ่มไพรีทรอยด์ ที่มีความเป็นพิษระดับปานกลาง ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช   ซึ่งสารชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการกำจัดหนอนเจาะ
สมอฝ้าย หนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน มวนแดง  ซึ่งครอบคลุมแมลงศัตรูพืชในไม้ผล พืชไร่ และพืชผักชนิดต่างๆ
เกษตรกรจึงใช้กันอย่างแพร่หลาย

          การตรวจพบสารตกค้างในปริมาณ  ที่สูงเกินค่าความปลอดภัย   โดยเฉพาะกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต  และการตรวจพบสารทีเป็นวัตถุอันตราย
ชนิดที่ 4 เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า เกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องเหมาะสม    และอาจจะไม่ได้รับ
ข้อมูลข่าวสารของการใช้สารที่เป็นวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ซึ่งมีประกาศห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก และมีไว้ในครอบครอง

          ประเด็นนี้เป็นหน้าที่ของทีม GAP  จะต้องเข้าไปตรวจสอบในแปลงของเกษตรกร   และต้องอธิบายทำความเข้าใจ และแนะนำเกษตร เพื่อให้
เกษตรกร     สามารถใช้สารกำจัดศัตรูพืชได้อย่างถูกวิธีในอัตราที่เหมาะสม   และเลือกชนิดของสารกำจัดศัตรูพืชได้อย่างถูกต้องสอดคล้องกับการ
ระบาดของแมลงศัตรูพืชในขณะนั้น และให้เกษตรกรเว้นระยะเวลาเก็บเกี่ยผลผลิตภายหลังฉีดพ่นสารเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

          ที่สำคัญทีม GAP  ต้องอธิบายให้เกษตรกรทราบถึงพิษภัย   และบทลงโทษของการใช้สารที่เป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4    ซึ่งมีความเป็นพิษ
ระดับรุนแรงยิ่ง

          ในส่วนของสารวัตรเกษตร   จะต้องเข้าไปตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของวัตถุอันตรายว่า    เกษตรกรซื้อมาจากร้านค้าใด  และเข้าไปตรวจสอบ
ร้านค้า หากพบว่าวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 จะต้องทำการจับกุม อายัดวัตถุอันตรายเหล่านั้น และดำเนินการตามกฎหมายกับเจ้าของร้านค้า

          ห้องปฏิบัติการศูนย์วิจัยพืชสวนกาญจนบุรี    ถึงแม้จะเป็นเพียงห้องปฏิบัติการเล็กๆ       ที่อยู่ภายใต้สำนักวิจันและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 5
ชัยนาท แต่ในความรู้สึกของคนพืชสวนกาญจนบุรี เราก็มีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยหลือเกษตรกร ให้ได้รับใบรับรองคุณภาพ (ใบ Q ) ทำให้พืช
ผลเกษตรมีคุณภาพ จำหน่ายได้ราคาดี  ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้ดียิ่งขั้นและที่สำคัญทำให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ได้
บริโภคพืช ผัก ผลไม้ ที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง

 

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406