ผลิใบ จากแฟ้มวิจัย
กองบรรณาธิการ  

ผลงานวิจัยดีเด่น ปี 2551 (ตอนที่ 1)

          ผลิใบฉบับที่แล้ว ทิ้งท้ายถึงงานยิ่งใหญ่ของกรมวิชาการเกษตร “มหัศจรรย์เทคโนโลยี 36 ปี กรมวิชาการเกษตร”     ที่จะจัดขึ้น ณ ศูนย์การ
แสดงนิทรรศการ อิมแพค เมืองทองธานี    ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2552   ผลิใบฉบับนี้ก็เลยหยิบเอาเนื้อหาที่จะเกิดขึ้นในงานนี้บางส่วนเกี่ยวกับ
ผลงานวิจัยดีเด่น ปี 2551 ของกรมวิชาการเกษตรมาเล่าสู่กันฟัง

          ทุกๆ ปีที่ผ่านมา  กรมวิชาการเกษตรมีผลงานวิจัยออกสู่สาธารณชนเป็นจำนวนมาก และทุกๆ  ปีอีกเช่นเดียวกัน  กรมวิชาการเกษตรจะมีการ
พิจารณาคัดเลือกผลงานวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดของกรมวิชาการเกษตร  เป็นผลงานวิจัยดีเด่นเพื่อประกาศเกียรติคุณ   และมอบรางวัลเป็น
ขวัญและกำลังใจให้กับนักวิจัย สำหรับในปี 2551 ที่ผ่านมามีผลงานที่ได้ผ่านการพิจารณา  จากคณะกรรมการพิจารณาผลงานวิจัยดีเด่นประเภทต่างๆ
รวม 5 ประเภท  คือ งานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยประยุกต์  งานพัฒนางานวิจัย  งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น และงานบริการวิชาการ   มีผลงานวิจัยที่ได้รับ
รางวัลดีเด่น 5 รางวัล และรางวัลชมเชยอีก 6 รางวัล รวม 11 รางวัล

รางวัลดีเด่น “สุดยอดผลงานวิจัย”

          -  ประเภทงานวิจัยพื้นฐาน ได้แก่ เรื่อง “ การควบคุมการเจริญของเชื้อรา Aspergillus flavus และยับยั้งการสร้างสารแอฟลาทอกซินโดยใช้
             พืชสมุนไพร”  โดย สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร

          -  ประเภทงานวิจัยประยุกต์ ได้แก่ เรื่อง “การปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวลูกผสมกะทิ” โดยสถาบันวิจัยพืชสวน

          -  ประเภทงานพัฒนางานวิจัย  ได้แก่ เรื่อง “การพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสับปะรดเพื่อบริโภคผลสดภาคใต้ตอนล่าง”
             โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8

          -  ประเภทงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น   ได้แก่ เรื่อง “การพัฒนาชุดตรวจสอบสารแอฟลาทอกซินเอ็ม1 ในน้ำนม”  โดย สำนักวิจัยและพัฒนา
             วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร

          -  ประเภทงานบริการวิชาการ ได้แก่ เรื่อง “การได้การรับรองห้องปฏิบัติการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพปุ๋ยตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025
             โดย สำนักวิจัยและพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร

รางวัลชมเชย

          ประเภทงานวิจัยประยุกต์
          -  ถั่วเหลืองอายุสั้นพันธุ์ศรีสำโรง 1
             โดย ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิต สุโขทัย สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2

          -  การควบคุมแมลงดำหนามมะพร้าว Brontispa longissima Gestro (Coleoptera: Chrysomelidae) แบบชีววิธี
             โดย สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช

          -  อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 80 : อ้อยดีเด่นพันธุ์ใหม่
             โดย ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5

          -  เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลักปลอดสารแอฟลาทอกซินเพื่อการส่งออกและบริโภคภายในประเทศ
             โดย  สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร

ประเภทงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น
          -  วิจัยและพัฒนาเครื่องเกี่ยวข้าวโพดแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง
             โดย  สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม

ประเภทงานบริการวิชาการ
          -  ระบบช่วยตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตมันสำปะหลังเฉพาะพื้นที่
             โดย  ศูนย์สารสนเทศ

          ผลิใบฉบับนี้  จะขอนำเสนอเฉพาะรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น 5 รางวัลก่อน   และรางวัลชมเชยอีก 6 รางวัล    จะนำเสนอให้ได้อ่านกันในผลิใบ
ฉบับหน้า

การควบคุมการเจริญของเชื้อรา Aspergillus flavus และยับยั้งการสร้างสารแอฟลาทอกซิน โดยใช้พืชสมุนไพร

          ผลงานของ อมรา ชินภูติ   ศุภรา อัตตะสาระกุล   อรุณศรี วงษ์อุไร   ชวเลิศ ตรีกรุณาสวัสดิ์   พรทิพย์ วิสารทานนท์ และไพศาล รัตนเสถียร คณะนักวิจัยจากสำนักวิจัย และพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกสมุนไพรพื้นบ้าน
ที่นิยมมาบริโภคเป็นประจำ มาทดสอบหาชนิดที่สามารถทำลายสารแอฟลาทอกซินได้โดยตรง  นอกเหนือจากการควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อรา
เพียงอย่างเดียว โดยนำสมุนไพรพื้นบ้าน 16 ชนิด ได้แก่กระเจี๊ยบแดง ชะพลู เพชรสังฆาต หอมแดง ฟ้าทะลายโจร กระชายดำ ขมิ้นดำ ขิง ลูกใต้ใบ
รางจืด โหระพา กระเทียม กระเพรา กานพลู ตะไคร้และข่า มาทดสอบประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อรา

          จากการวิจัยพบว่าสารสกัดจากกานพลู กระเพรา กระเทียม ตะไคร้ เพชรสังฆาต หอมแดงและโหระพา สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อราได้
50-100%   และเพื่อนำสารสกัดสมุนไพรมาทดสอบโดยวิธี Tip Culture Method  เพื่อทดสอบประสิทธิภาพสารสกัดทั้งด้านการยับยั้งการเจริญของ
เส้นใยเชื้อราและยับยั้งการสร้างสารแอฟลาทอกซิน พบว่าสมุนไพรที่นำมาทดสอบสามารถแยกออกได้เป็น 3 กลุ่ม ตามประสิทธิภาพของการยับยั้ง

          กลุ่มที่ 1  ไม่สามารถยับยั้งทั้งการเจริญของเส้นใย และการสร้างสารแอฟลาทอกซิน ได้แก่ กระเจี๊ยบแดง  ชะพลู  เพชรสังฆาต หอมแดง
ฟ้าทะลายโจร

          กลุ่มที่ 2  เปอร์เซ็นต์การยับยั้งการเจริญของเชื้อราต่ำ แต่เปอร์เซ็นต์ยับยั้งการสร้างสารแอฟลาทอกซินสูง ได้แก่  กระชายดำ ขมิ้นดำ ขิง
ลูกใต้ใบ รางจืด โหระพา

          กลุ่มที่ 3  มีเปอร์เซ็นต์ยับยั้งการเจริญของเชื้อราสูง และมีเปอร์เซ็นต์ยับยั้งการสร้างสารแอฟลาทอกซินสูง ได้แก่ กระเทียม กะเพรา กานพลู
ูตะไคร้ ข่า

          เมื่อนำสารสกัดสมุนไพรกลุ่มที่ 2 และ 3 มาทดสอบประสิทธิภาพในการทำลายสารแอฟลาทอกซินโดยตรงพบว่า สารสกัดกระเทียม กะเพรา
และโหระพา  สามารถทำลายสารแอฟลาทอกซินได้ 95.1%  70.2% และ 60.0%  ตามลำดับภายในเวลา 14 วัน ขณะที่สารกสัดกานพลูไม่สามารถ
ทำลายสารพิษได้เลย   ดังนั้น กระเทียม กะเพราะ และโหระพา  เป็นสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพทั้งในด้านป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อรา   และถ้า
ผลิตผลเกษตรมีการปนเปื้อนสารแอฟลาทอกซิน อยู่ก็สามารถนำไปใช้ในการทำลายสารพิษได้อีกด้วย

ประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัย
          1.  นักวิจัยที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลพื้นฐานที่มีการศึกษาอย่างละเอียดนี้ ไปประยุกต์ใช้ในการทดสอบอื่นๆ ต่อไปได้ เช่น นำเทคนิคไป
ทดสอบประสิทธิภาพสมุนไพรกับเชื้อรา หรือสารพิษชนิดอื่นๆ ได้

          2.  นักวิจัยที่เกี่ยวข้อง  สามารถนำผลการทดสอบนี้ไปใช้ในการควบคุมเชื้อรา Aspergillus flavus    และสารแอฟลาทอกซินในข้าวโพดใน
โรงเก็บหรือไซโล

          3.  นักวิจัยที่เกี่ยวข้อง สามารถนำผลการทดลองนี้ไปใช้ในการควบคุมเชื้อรา Aspergillus flavus  และสารแอฟลาทอกซินในอาหารที่พร้อม
บริโภคชนิดอื่นๆ เพราะสมุนไพร  เช่น กระเทียมเป็นอาหารที่บริโภคเป็นประจำ  เมื่อนำไปใช้กับอาหาร    หรือผลผลเกษตรพร้อมบริโภคสามารถเพิ่ม
มูลค่าสินค้านั้นได้

          4.  ผู้ประกอบการอาหารสัตว์อาจนำสมุนไพรไปผสมกับอาหารสัตว์  จะทำให้อาหารสัตว์ปลอดการปนเปื้อนเชื้อรา    และสารแอฟลาทอกซิน
ทำให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพดี

          5.  ประชาชนผู้บริโภคผลิตผลเกษตร  และเนื้อสัตว์รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีการป้องกันและกำจัดเชื้อรา    และสารแอฟลาทอกซินโดยใช้น้ำคั้น
สมุนไพร จะมีความปลอดภัยจากสารก่อมะเร็ง และได้ประโยชน์จากสมุนไพรในรูปแบบอาหารและยา

การปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวลูกผสมกะทิ

          เป็นผลงานวิจัยของ พิศวาท  บัวรา  สมชาย  วัฒนโยธิน และสมเดช  วรลักษณ์ภักดี   คณะนักวิจัยจากสถาบันวิจัยพืชสวน  วัตถุประสงค์ของ
การวิจัยในการปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวลูกผสมกะทิ   เพื่อให้ได้มะพร้าวลูกผสมกะทิพันธุ์แนะนำพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพดีให้ผลผลิตสูง    เพื่อเผยแพร่และ
ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าและส่งออก   เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร  และนำไปใช้ในการปรัปปรุงพันธุ์ต่อ   เพื่อให้ได้พันธุ์มะพร้าวลูกผสม
กะทิน้ำหอมต้นเตี้ยพันธุ์แท้ต่อไป

ลักษณะเด่น
          1.  มะพร้าวลูกผสมกะทิจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย  กับพันธุ์กะทิเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงสุดถึง 3,378 ผล/ไร่ในช่วง
3 ปีแรก คิดเป็นายได้ 28,008 บาท/ไร่ ในช่วง 3 ปีแรก  มีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต/ไร่ให้สูงขึ้นเป็น 34,002 บาท/ไร่ ในช่วง 3 ปีแรก  โดยเลือก
แหล่งที่ปลูกให้ปลอดจากมะพร้าวธรรมดาและให้มีรายได้สูงขึ้นเป็น 55,737 บาท/ไร่ ในช่วง 3 ปีแรก  โดยใช้เทคโนโลยีในการทำหมันและช่วยผสม
พันธุ์มะพร้าวด้วยละอองเกสรมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ พันธุ์มะพร้าวดังกล่าวจึงสามารถเสนอเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรในปี 2550

          2.  มะพร้าวลูกผสมกะทิจากการผสมพันธุ์ ระหว่างพันธุ์น้ำหอมกับพันธุ์กะทิ  เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตมะพร้าวกะทิที่มีกลิ่นหอมทั้งน้ำ    และเนื้อ
จำนวน 55 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนต้นที่ปลูก  ต้นมะพร้าวลูกผสมกะทิจำนวนดังกล่าวสามารถใช้พัฒนาพันธุ์มะพร้าวกะทิน้ำหอมต้นเตี้ย โดยใช้เทคนิค
การผสมพันธุ์ คัดเลือกพันธุ์ และการเพาะเลี้ยงคัพภะมะพร้าว  ในเบื้องต้นพันธุ์คู่ผสมระหว่างพันธุ์น้ำหอมกับพันธุ์กะทิ   สามารถเสนอเป็นพันธุ์แนะนำ
ของกรมวิชาการเกษตรได้อีก 1 พันธุ์

ประโยชที่ได้รับจากการวิจัย
          1.  เสนอเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร

          2.  ได้แนะนำและเผยแผร่ให้เกษตรกรนำไปปลูกเป็นการค้าและการส่งออกเพื่อเพิ่มรายได้

          3.  มะพร้าวสายพันธุ์ลูกผสมกะทิที่ไส้นำไปวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ต่อ  เพื่อให้ได้พันธุ์มะพร้าวกะทิน้ำหอมต้นเตี้ยซึ่งเป็นพันธุ์แท้ เพื่อเสนอ
ขอเป็นพันธุ์แนะนำและรับรองและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าและเพื่อการส่งออก

          4.  มะพร้าวสายพันธุ์ลูกผสมกะทิที่ได้นำไปวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ต่อ  เพื่อให้ได้พันธุ์มะพร้าวกะทิน้ำหอมต้นเตี้ยซึ่งเป็นพันธุ์แท้ เพื่อเสนอ
ขอเป็นพันธุ์แนะนำและรับรอง และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าและเพื่อการส่งออก

 

การพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสับปะรดเพื่อบริโภคผลสดภาคใต้ตอนล่าง

          ผลงานวิจัยเรื่องนี้เบื้องหลังมีนักวิจัยหลายๆ คนร่วมมือกันจะเกิดเป็นผลสำเร็จจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 รวม 14 คน ได้แก่
สำราญ สะรุโณ   ไพโรจน์ สุวรรณจินดา   สุภาค รัตนสุภา   อริยธัช เสนเกตุ   สุนันท์ ถีราวุธ   ปัทมา พรหมสังคหะ   สัมพันธ์ เกตุชู 
สุมณฑา ชะเลศเพ็ชร   พันธุ์ศักดิ์ อินทรวงศ์   อำพา ขำประเสริฐ   ศุกร์ เก็บไว้   นลินี จาริกภากร   ศริณนา ชูธรรมธัช และอุดร เจริญแสง

          การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสับปะรด ได้ดำเนินการในพื้นที่ของเกษตรกรจังหวัดพัทลุง โดยนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาผสมผสานกับ
คำแนะนำทางวิชาการของนักวิจัยจากกรมวิชาการเกษตร    ตามหลักการเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) จากการวิจัยเรื่องนี้ทำให้ได้เทคโนโลยีการผลิต
สับปะรดที่มีประสิทธิภาพสำหรับแนะนำเกษตรกร  คือ ปลูกสับปะรดแซมยางพาราแบบแถวเดี่ยว    โดยให้ห่างจากแถวยางพารา 1 เมตร  ระยะปลูก
ระหว่างแถว 60-80 เซนติเมตร   ระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร จำนวนต้น 4,300-7,600 ต้น/ไร่  ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-5-20 อัตรา 20 กรัม/ต้น  จำนวน
2 ครั้ง เมื่ออายุ 1-3 เดือน  และครั้งต่อไปห่างจากครั้งแรก 2-3 เดือน  และใช้เอทธิฟอนบังคับดอกที่อายุ 12 เดือน  ซึ่งจะทำให้มีต้นออกดอกสูงกว่า
การใช้ถ่านแก๊สบังคับดอก

ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
          เมื่อพูดถึงประโยชน์จากการทำวิจัยนี้    จะส่งผลถึงเกษตรกรโดยตรง    กล่าวคือ หลังจากที่เกษตกรปฏิบัติตามเทคโนโลยีดังกล่าว จะทำให้
เกษตรกรได้รับผลผลิตสับปะรดเพิ่มขึ้นรวม 6,677-11,823 กิโลกรัม/ไร่ และให้ผลผลิตเนื้อแก้ว ซึ่งเป็นลักษณะที่ตลาดมีความต้องการร้อยละ 68.2
ของผลผลิตรวมทั้งผลยังมีขนาดใหญ่ถึงร้อยละ 85   ซึ่งสูงกว่าการปฏิบัติตามวิธีการของเกษตรกร       นอกจากนี้ เทคโนโลยีข้างต้นยังทำให้ต้นทุน
การผลิตเฉลี่ยลดลงกว่าวิธีการของเกษตรกรประมาณ 70 สตางค์/กิโลกรัม   ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมไร่ละ 31,489 บาท เป็นไร่ละ
57,119 บาท

การพัฒนาชุดตรวจสอบสารแอฟลาทอกซิน M1 ในน้ำนม

          เป็นผลงานวิจัยจากสำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร    โดยมีนักวิจัยที่ร่วมกันหลายคน  ได้แก่
อมรา ชินภูติ   ศุภรา อัคคสาระกุล   ลิลลี่ พรานุสร   ชวเลิศ ตรีกรุราสวัสดิ์   สมคิด รื่นภาควุฒิ และไพศาล รัตนเสถียร

          การวิจัยนี้   ผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการผลิตชุดตรวจสอบสารแอฟลาทอกซิน AFB1  ในผลิตผลเกษตร    จึงได้นำผลงานวิจัยดังกล่าวมา
พัฒนาเพื่อหาวิธีการตรวจวิเคราะห์สารแอฟลาทอกซิน M1 ในน้ำนมดิบก่อนนำมาแปรรูปหรือจัดจำหน่าย    และเพื่อนำไปพัฒนาเป็นต้นแบบชุดตรวจ
สอบสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์  นอกจากนั้นยังสามารถพัฒนารูปแบบการวิเคราะห์สารแอฟลาทอกซิน M1  ในน้ำนมโดยวิธี Indirect Competitive ELISA
ซึ่งใช้เวลาในการวิเคราะห์ประมาณ 2 ชั่วโมง   และสามารถวิเคราะห์สารพิษได้ต่ำสุด 0.2 ppb       ซึ่งสามารถนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาเป็นชุด
ตรวจสอบสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์ที่ต้องการนำเข้าจากต่างประเทศ  ชุดตรวจสอบสารแอฟลาทอกซิน M1  ในน้ำนมนี้   สามารถนำไปตรวจสอบคุณภาพ
น้ำนมดิบ  เพื่อคัดเลือกเฉพาะน้ำนมที่สะอาด  ปราศจากการปนเปื้อนของสารแอฟลาทอกซิน M1 ก่อนนำมาแปรรูปจำหน่าย ทำให้ประชาชนลดความ
เสี่ยงจากการดื่มนมที่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง

          

ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
          1.  สามารถนำวิธีการตรวจวิเคราะห์สารแอฟลาทอกซิน M1  ในน้ำนมที่วิจัยและประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมานี้ เป็นต้นแบบนำไปพัฒนาเป็นชุดตรวจ
สอบสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์

          2.  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมปศุสัตว์  สหกรณ์โคนมต่างๆ  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เกษตกรผู้เลี้ยง
โคนม และผู้ประกอบการฟาร์มโคนม  สามารถนำชุดตรวจสอบไปใช้ในการตรวจคุณภาพน้ำนม   เพื่อคัดเลือกเอาเฉพาะน้ำนมที่สะอาดปราศจากการ
ปนเปื้อนสารแอฟลาทอกซิน M1  ไปจำหน่ายให้กับประชาชนผู้บริโภค

          3.  เป็นการทดแทนการนำเข้าชุดตรวจสอบจากต่างประเทศที่มีราคาแพงมาก  ชุดละประมาณ 15,000 บาท  ตรวจได้ 48 ตัวอย่าง ขณะที่ชุด
ตรวจสอบที่ผลิตได้นี้มีต้นทุนประมาณ 1,500 บาท และตรวจได้ 48 ตัวอย่างเช่นกัน

          4.  ประโยชน์ที่ได้รับที่สำคัญที่สุดคือ  ประชาชนผู้บริโภคโดยเฉพาะเด็ก  สามารถลดความเสี่ยงจากการดื่มน้ำนมที่มีการปนเปื้อนของสารก่อ
มะเร็งได้ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยที่ดีขึ้น

การได้รับการรับรองห้องปฏิบัติการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพปุ๋ยตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025

          เป็นผลงานวิจัยจากกลุ่มวิจัยเกษตรเคมี   สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร     ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบ
คุณภาพปุ๋ย   เพื่อขอการรับรองความสามรถห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบตามมาตรฐาน ISO / IEC 17025 : 2005    ซึ่งเป็นมาตรฐานความ
สามารถห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

          การดำเนินการได้พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และความเข้าใจในข้อกำหนดของระบบคุณภาพ  และเทคนิคทางด้านวิชาการ จัดให้มีการควบคุม
คุณภาพการทดสอบทั้งภายนอกและภายใน   รวมทั้งจัดกิจกรรมเปรียบเทียบผลการทดสอบระหว่างห้องปฏิบัติการ จากนั้น ได้ยื่นขอการรับรองความ
สามารถห้องปฏิบัติการทดสอบต่อสำนักบริหาร และรับรองห้องปฏิบัติการ  กรมวิทยาศาสตร์บริการ   และผ่านการประเมินได้รับการรับรองห้องปฏิบัติ
การเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2551  โดยมีขอบข่ายที่ได้รับการรับรอง 3 วิธีทดสอบในผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมี คือ การหาปริมาณแอมโมเนียมไนโตรเจน การ
หาปริมาณฟอสเฟตทั้งหมด  และการหาปริมาณโพแทชที่ละลายน้ำได้   ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรัองรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 นอกจากจะลด
ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการปฏิบัติงานแล้วผลการวิเคราะห์ยังเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระหว่างประเทศ  จึงช่วยลดข้อโต้แย้งในการนำเข้า
และส่งออก รวมทั้งยังทำให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพคุ้มค่าการลงทุนด้วย

การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์หลายๆ ประการ
          1.  เพื่อพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยกลุ่มวิจัยเกษตรเคมีตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025  ให้ได้รับการรับรองภายในปี 2551

          2.  เพื่อให้ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ปุ๋ยของกลุ่มวิจัยเกษตรเคมี สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร มีมาตรฐาน
และเป็นที่น่าเชื่อถือในระดับสากล  รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการ

          3.  เพื่อพัฒนาสมรรถนะห้องปฏิบัติการ   และควบคุมคุณภาพการวิเคราะห์ปุ๋ยของประเทศ   รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการประสานงานเชื่อมต่อ
ระหว่างนักวิเคราะห์ปุ๋ยของกรมวิชาการเกษตรภาคราชการอื่นๆ และภาคเอชน ให้เกิดความช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
          1.  การได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐาน ISO / IEC 17025    ทำให้ผลการวิเคราะห์เป็นที่ยอมรับในระดับ
ประเทศและระหว่างประเทศ

          2.  สร้างความเชื่อมั่นด้านการตรวจสอบควบคุมคุณภาพปุ๋ย   ทำให้ลดข้อโต้แย้งในการนำเข้า  ส่งออก   และการควบคุมตามกฎหมาย
พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550  ที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ

          3.  สามารถพัฒนาศักยภาพของบุคลากร  ทำให้เจ้าหน้าที่ของห้องปฏิบัติการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ   สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้  มี
ความโปร่งใสในการทำงาน  เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการได้รับการยอมรับในทักษะความสามารถ ส่งเสริมให้บริการของห้องปฏิบัติการ ทำให้ผู้รับบริการ
มีความเชื่อมั่นในผลการทดสอบ

          4.  ลดค่าใช้จ่ายและลดระยะเวลาในการปฏิบัติการ   โดยลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกระบวนการปฏิบัติงาน  ซึ่งจะเป็นการ
ประหยัดงบประมาณในการดำเนินการ  และสามารถลดระยะเวลาในการดำเนินการ   เนื่องจากมีการควบคุมคุณภาพในระบบอย่างเพียงพอไม่ต้อง
ตรวจสอบซ้ำ

          5.  ก่อให้เกิดความร่วมมือกันในการพัฒนาศักยภาพการตรวจวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ปุ๋ยของกรมวิชาการเกษตร และห้องปฏิบัติ
การอื่นๆ เพื่อก้าวไปสู่มาตรฐานสากลอย่างเป็นระบบ

          6.  ทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ   ก่อให้เกิดความสามัคคีในองค์กร    เนื่องจากบุคลากรทุกระดับต้องมีความเป็นน้ำหนึ่ง
ใจเดียว ร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติงานอย่างมากจึงจะผลักดันให้การจัดทำและปฏิบัติงานในระบบคุณภาพ จนเป็นผลสำเร็จได้รับการรับรอง

          รางวัลผลงานวิจัยดีเด่นของกรมวิชาการเกษตรยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้   ฉบับหน้าผลิใบจะได้นำเอาผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลชมเชยอีก
6 รางวัล   มานำเสนอให้ได้อ่านกันอีก โปรดติดตาม

(อ่านต่อฉบับหน้า)

 

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406