ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

มุมของอียูกับสารเคมีทางการเกษตร

          เมื่อไม่นานมานี้   ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง    นั่นคือ การเรียนรู้ต่อมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์และ
ความชำนาญที่แตกต่างกัน  ทำให้ผู้เขียนได้ทราบว่าบางทีสิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่คนอื่นเห็น ไม่ได้สอดคล้องต้องกันเสมอไป   ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันดี
สำหรับการเปิดมุมในการมองของผู้เขียนให้เห็นอีกมุมที่แตกต่าง ทำให้เราฉุกคิดได้ว่า บางทีสิ่งที่เราเห็นว่าสวยงาม อาจมีแง่ไม่งามสำหรับอีกคนหนึ่ง
เช่นกัน

          การยึดมั่นถือมั่นในมุมที่ตนมองอยู่ รังแต่จะทำให้สิ่งที่เรามองเห็นแคบลงกว่าที่เป็นจริง คล้ายกับการยึดตนเองให้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล
ทั้งที่จักรวาลนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก   เราอาจไม่สามารถทำให้ทุกคนเห็นในมุมเดียวกันกับเราได้   หากแต่เราสามารถใช้ประโยชน์จากมุมที่ต่างมา
พัฒนาอีกมุมที่เรามองเห็นให้งดงามมากยิ่งขึ้น และท้ายสุดแล้ว  ความงามในแต่ละมุมจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความงามสมบูรณ์แบบสำหรับทุกมุมมอง

          “ฉีกซอง”  ฉบับนี้เริ่มต้นจากมุมมองของแต่ละคน  เพื่อจะนำท่านผู้อ่านไปเรียนรู้และศึกษามุมมองของกลุ่มประเทศที่ได้รับการยกย่องว่าให้
ความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากที่สุด คือ กลุ่มสหภาพยุโรป หรือ อียู  กลุ่มประเทศที่กลุ่มอาเซียนพยายามจะพัฒนาไปในแนวทางเดียวกันใน
อนาคต มุมที่ว่านี้คือมุมต่อสารเคมีทางการเกษตร เป็นอย่างไร โปรดติดตามไปพร้อมกัน

สารเคมีทางการเกษตรในอียู

          ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจพื้นฐานของกลุ่มสหภาพยุโรปกันเสียก่อน  สหภาพยุโรปเป็นการรวมตัวกันของประเทศในทวีปยุโรป  เพื่อสร้าง
เสถียรภาพทั้งด้านการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคมในภูมิภาค   แนวคิดการสร้างสันติภาพในยุโรปเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลก  และสงครามระหว่าง
ประเทศในภูมิภาค  ในช่วงแรกเป็นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ   เพื่อพัฒนาให้เกิดตลาดเดียว (Single Market)   ซึ่งทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด
(economy of scale) เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยการยกเลิกพรมแดนระหว่างกัน ประชาชน  สินค้า บริการ และเงินทุนสามารถเคลื่อนย้าย
ได้อย่างเสรีในกลุ่มประเทศสมาชิก ทำให้สหภาพยุโรปในปัจจุบันพัฒนาเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศยุโรป ที่มีโครงสร้างแบบผสมระหว่าง
ความร่วมมือแบบเหนือรัฐ (supranationalism) และความร่วมมือระหว่างรัฐ (intergovernmentalism)

          สมาชิกประกอบด้วย  ออสเตรีย  เบลเยี่ยม  ไซปรัส  เชก  เดนมาร์ก  เอสโทเนีย  ฟินแลนด์  ฝรั่งเศส  เยอรมัน   กรีซ  ฮังการี   ไอร์แลนด์ 
อิตาลี  ลัตเวีย  ลิธัวเนีย  ลักเซมเบอร์ก  มอลต้า   เนเธอร์แลนด์  โปแลนด์   โปรตุเกส   สโลวาเกีย   สโลวีเนีย  สเปน   สวีเดน   สหราชอาณาจักร 
โรมาเนีย และบัลกาเรีย รวม 27 ประเทศ  กระบวนการตัดสินใจของสหภาพยุโรปในการบัญญัติระเบียบและข้อบังคับต่างๆ เป็นกระบวนการตัดสินใจ
ภายใต้เสาหลักที่หนึ่ง คือประชาคมยุโรป  ซึ่งดำเนินการในสถานะสถาบันที่มีกฎหมายเป็นของตนเองแบบเหนือรัฐ โดยมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้อง
กับหลายสถาบันทั้งคณะกรรมาธิการยุโรปสภายุโรป และคณะมนตรียุโรป

          ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรป(The European Commission) เสนอร่างระเบียบใหม่ แล้วส่งระเบียบดังกล่าวให้แก่คณะมนตรีสหภาพยุโรป
(The Council of the EU)  และสภายุโรป (The European Parliament)   รับรองออกใช้เป็นระเบียบด้วยวิธีการลงคะแนนเสียง  เรียกว่า Qualified
Majority Voting (QMV)  หมายถึง การที่ระเบียบใดจะได้รับการรับรองต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมาก  ตามจำนวนที่สนธิสัญญากำหนดไว้    ในทุก
ขั้นตอนของการพิจารณา   จะมีคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคม (The European Economic and Social Committee)   และคณะกรรมาธิการ
ภูมิภาค (The Committee of the Regions)  ให้ความเห็นประกอบแต่ไม่มีผลทางกฎหมาย    อย่างไรก็ตาม   แต่ละประเทศสมาชิกยังสามารถออก
กฎหมายของตนเองเป็นการเฉพาะได้ด้วยเช่นกัน และในขั้นตอนการปฏิบัติจริง   จะมีขั้นตอนการตัดสินใจแตกต่างกันออกไป โดยในสนธิสัญญาได้
ระบุว่าร่างระเบียบใด   จะต้องใช้กระบวนการตัดสินใจแบบใด   ปัจจุบันมีอยู่ 3 ลักษณะ  คือ การปรึกษา (consultation) การยินยอม (assent) และ
การตัดสินใจร่วม (co-decisions)

          ด้วยรูปแบบการบริหารของสหภาพยุโรป ในลักษณะความร่วมมือแบบเหนือรัฐ    ทำให้กฎหมายที่ออกมาใช้แต่เดิมที่ยังไม่ได้รวมตัวกัน    มี
รายละเอียด  และระดับความเข้มข้นของการควบคุมที่แตกต่างกัน   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมเกี่ยวกับสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในกลุ่ม
สหภาพยุโรป   ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าหลายประเทศในยุโรป เป็นประเทศผู้ผลิตสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชรายสำคัญของโลก  ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน
หรือ สหราชอาณาจักร และประเทศไทยก็เป็นเป็นลูกค้าของบริษัทผู้ผลิตเหล่านี้

          ทั้งนี้    เยอรมัน เป็นประเทศที่นำระบบการวิเคราะห์ความเสี่ยงของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชมาใช้  ตั้งแต่ปี 2525 ด้วยการกำหนดให้การ
ควบคุมสารเคมีทางการเกษตร      ทั้งการอนุญาตจดทะเบียน       และยกเลิกการใช้อยู่ภายใต้กฎหมายของกระทรวงคุ้มครองผู้บริโภคอาหาร และ
เกษตรกรรมโดยก่อนปี 2524  สารเคมีที่ได้รับการจดทะเบียนจะไม่ได้ผ่านขั้นตอนการวิเคราะห์  และประเมินความเสี่ยง ต่อมาหลังปี 2525 สารเคมี
ที่ขอจดทะเบียนถูกเรียกว่า สารเคมีชนิดใหม่  จะต้องผ่านขั้นตอนการวิเคราะห์ความเสี่ยง เนื่องจากมีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสารเคมี  ซึ่งครอบ
คลุมทั้งสารเคมีที่มีการใช้อยู่แล้ว  และสารเคมีชนิดใหม่อย่างไรก็ตาม  ในกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้ระบุขั้นตอนของการประเมินความเสี่ยง  และ
การควบคุมไว้ รัฐบาลเยอรมันจึงจัดตั้ง Cupertino ระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และนักวิชาการ  โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับสารเคมี
ภายใต้กฎหมายดังกล่าว  ประกอบด้วยการจดทะเบียนสารเคมีที่มีอยู่ทั้งหมดในขณะนั้น   การรวบรวมและจัดระบบข้อมูลพื้นฐานสำหรับสารเคมีชนิด
ที่มีปริมาณมาก การจัดลำดับความสำคัญของสารเคมี การประเมินความเสี่ยง และการจัดการความเสี่ยง

          แนวทาง การควบคุมสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชของเยอรมันดังกล่าว  สหภาพยุโรปได้นำมาพัฒนา   และปรับปรุงเป็นระเบียบของสหภาพ
ยุโรปที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเป็นการเฉพาะ        คือ ระเบียบของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปว่าด้วยสารป้องกันกำจัด
ศัตรูพืช (Plant Protection Product)  หรือ Council Directive 91/414/EEC
    ประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2534   วัตถุประสงค์
สำคัญของระเบียบดังกล่าว   คือ เพื่อปกป้องภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพของมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งเพื่อสร้างกรอบเวลาและขั้นตอน
ที่ชัดเจนในการขออนุญาต   การประเมินประสิทธิภาพของสารป้องกันจำกัดศัตรูพืช   ก่อนที่จะวางจำหน่ายในตลาด และสามารถประกาศรายชื่อสาร
ที่อนุญาตให้ใช้ได้อย่างเป็นระบบ

          ภายใต้ Council Directive 91 / 414 / EEC   ได้ให้ความหมายของคำว่า Plant Protection Product หรือ สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช
ไว้ว่า  เป็นผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วย   หรือ บรรจุด้วย สารออกฤทธิ์ สารที่มีความปลอดภัย    หรือ สารที่สังเคราะห์ขึ้น     เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง
อย่างใด ดังนี้

          (1)  เพื่อการป้องกันพืชและผลผลิตพืชจากสิ่งที่เป็นอันตราย ยกเว้นสารที่ใช้เพื่อสำหรับการปกป้องสุขอนามัยของพืชและผลผลิตพืช
                เป็นการเฉพาะ 
          (2)  มีอิทธิพลต่อวงจรชีวิตของพืช แต่ไม่ใช่ธาตุอาหารพืช ตัวอย่างสารกลุ่มนี้คือ ฮอร์โมนพืช เป็นต้น
          (3)  เพื่อการรักษาผลผลิตพืช แต่ไม่ได้รวมถึงสารที่อยู่ในกลุ่มที่ใช้เพื่อการยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิต
          (4)  เพื่อทำลายสิ่งที่พืชหรือส่วนต่างๆของพืชไม่ต้องการ และไม่รวมสาหร่าย
          (5)  เพื่อตรวจสอบหรือป้องกันสิ่งที่การเจริญเติบโตของพืชไม่ต้องการ และไม่รวมสาหร่าย

          ในขณะที่สารออกฤทธิ์ (active substance)   หมายถึง สารสังเคราะห์  หรือ จุลินทรีย์ รวมทั้งไวรัส  ที่มีคุณสมบัติเฉพาะในการต่อสู้กับ
อันตรายที่เกิดขึ้นกับองค์ประกอบของพืช  ส่วนต่างๆ ของพืช   และผลผลิตพืช     ลักษณะการควบคุมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่กำหนดในระเบียบ
ดังกล่าว ได้ประกาศรายชื่อสารออกฤทธิ์ที่อนุญาตให้ใช้ในสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้    โดยสารดังกล่าวผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้วว่ามีความ
ปลอดภัยต่อสุขอนามัยของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม    เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในสภาพปกติตามที่ได้อนุญาตไว้  หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการ
ประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงคือ     คณะกรรมการยุโรปทางวิทยาศาสตร์ด้านพืช (EU Scientific Committee on Plant)   และต้องผ่านความเห็น
ชอบจากคณะกรรมการยุโรปด้านห่วงโซ่อาหารและสุขภาพสัตว์ (EU Standing Committee on the Food Chain and Animal Health)

          สำหรับกระบวนการในการประเมิน   และการอนุญาตได้กำหนดให้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่จะได้รับการอนุญาต  ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่
ระบุไว้ ประกอบด้วย

          (1)  หลักการทั่วไป การประเมินผลจะพิจารณาจากข้อมูลความรู้ที่เป็นปัจจุบัน และนำผลการทดสอบประสิทธิภาพของสารดังกล่าวในสภาพ
                พื้นที่จริงมาพิจารณาประกอบกันด้วย เป็นต้น

          (2)  ข้อกำหนดเฉพาะ เช่น ประสิทธิภาพของสาร ระดับของสารที่พืชตอบสนอง ผลกระทบต่อมนุษย์ สุขอนามัยของสัตว์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
                ที่ไม่ใช่เป้าหมาย การแพร่กระจายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

          ในส่วนของเอกสารประกอบการพิจารณา รวมถึงข้อมูลของสารออกฤทธิ์ตลอดจนเอกสารต่างๆ   ที่ใช้ในการขออนุญาตประกอบด้วย ข้อมูล
เฉพาะของสารออกฤทธิ์ และผลิตภัณฑ์   ข้อมูลของโรงงานผู้ผลิตและแบบการขออนุญาต      ผลการทดสอบผลิตภัณฑ์ของหน่วยงานราชการหรือ
หน่วยงานที่ทางการให้การรับรอง เป็นต้น     ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้  จะถูกปกปิดเป็นความลับ    เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อการทำการค้าของผู้ที่ยื่นขอ
อนุญาต  สำหรับใบอนุญาตที่ประเทศสมาชิกประเทศหนึ่งประเทศใดอนุญาตให้กับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชชนิดใดๆ แล้ว     ใบอนุญาตนั้นจะมีอายุ
10 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาต เมื่อสิ้นอายุแล้วจะต้องมายื่นขออนุญาตใหม่

          อย่างไรก็ตาม       หากระหว่างนั้นมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ สนับสนุน    ก็สามารถที่เพิกถอนหรือต่ออายุต่อไปได้ ระเบียบดังกล่าวได้
อนุญาตให้ประเทศสมาชิกแจ้งเวียนข้อมูลดังกล่าวให้ประเทศสมาชิกอื่นๆ  ทราบหากสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อสุขอนามัยของ
มนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมโดยทุกๆ ไตรมาส ประเทศสมาชิกจะต้องแจ้งรายชื่อของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ได้รับการอนุญาตหรือที่ถูกเพิกถอน
ใบอนุญาตให้กับคณะกรรมาธิการยุโรปทราบ และทุกๆสิ้นปี  ประเทศสมาชิกต้องแจ้งข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวให้กับคณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศ
สมาชิกอื่นๆ ทราบด้วย

           การจัดการเกี่ยวกับการเตรียมการอนุญาตสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  กำหนดให้ใช้เวลาในการพิจารณาได้ไม่เกิน 3 ปี โดยจะต้องมีข้อมูลของ
ผลิตภัณฑ์และสารออกฤทธิ์ที่ครบถ้วนสมบูรณ์  ในส่วนของสารออกฤทธิ์ที่วางจำหน่ายอยู่ในตลาดก่อนแล้วระเบียบดังกล่าวกำหนดให้มีการประเมิน
ความเสี่ยงให้แล้วเสร็จภายใน 12 ปีนับแต่วันที่ระเบียบมีผลบังคับใช้ ซึ่งขยายไปถึงปี 2551 โดยตั้งแต่สิ้นปี 2546 เป็นต้นไป European Food Safety
Authority เป็นผู้เข้ามารับผิดชอบงานดังกล่าว ในขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรป ยังคงทำหน้าที่ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ระเบียบดังกล่าวยังได้จัดระเบียบเกี่ยวกับฉลาก และหีบห่อบรรจุภัณฑ์ของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชของประเทศสมาชิกให้เป็นในแนวทาง
เดียวกัน รวมทั้งข้อมูลที่ควรต้องมี การกำหนดชื่อและการออกแบบผลิตภัณฑ์ ชื่อและที่อยู่ของผู้ที่ได้รับอนุญาต ปริมาณสารออกฤทธิ์ คำแนะนำการ
ใช้ที่ถูกต้อง อัตราความเข้มข้นในการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เป็นต้น

นโยบายการใช้สารเคมีทางการเกษตร

          เมื่อต้นปี 2552 สภายุโรปได้รับรองข้อบังคับ เรื่องการวางจำหน่ายสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตาม Council Directive 91/414/EEC  ที่ปรับ
ปรุงใหม่ ซึ่งต้องเสนอให้คณะมนตรีให้ความเห็นชอบล่าสุดเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาคณะมนตรีได้เห็นชอบกับการปรับปรุง Council Directive
91/414/EEC  ดังกล่าว  โดยเพิ่มระดับความสำคัญของการปกป้องสุขอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช
รวมทั้งนำไปสู่การปกป้องระบบการผลิตทางการเกษตรที่ดียิ่งขึ้น      และขยายสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของตลาดสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชใน
สหภาพยุโรป และให้ความสำคัญต่อการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างยั่งยืนสำหรับสาระสำคัญในการปรับปรุงข้อบังคับดังกล่าว  เน้นด้านการ
ควบคุมการผลิตและการออกใบอนุญาต โดยได้นำระบบ positive list  มาใช้สำหรับสารออกฤทธิ์   ที่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนในระดับสหภาพเสียก่อน
จึงจะสามารถขึ้นทะเบียนในระดับประเทศสมาชิกได้

          สารเคมีที่มีพิษรุนแรงถูกสั่งห้ามใช้ในกลุ่มสหภาพยุโรปและไม่ให้ต่ออายุใบอนุญาต เช่น สารก่อมะเร็ง สารที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง
พันธุกรรม  สารที่มีผลต่อระบบสืบพันธุ์  เป็นต้น การนำระบบมาตรฐานที่เข้มงวดมาใช้กับการพัฒนาสารที่เป็นพิษต่อระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกัน
กรณีสารที่เป็นอันตรายต่อพืชรุนแรง  อายุใบอนุญาตอาจลงลดไม่ถึงเกณฑ์สูงสุดที่กำหนด    เช่น จาก 10 ปี เหลือเพียง 5 ปี เป็นต้น รวมทั้งสารเคมี
ป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีพิษรุนแรง หากสามารถทดแทนได้ด้วยสารเคมีที่มีพิษน้อยกว่าหรือทางเลือกอื่นที่มีความเป็นพิษน้อยกว่าสารดังกล่าวจะต้อง
ถูกถอดออกไปจากตลาด โดยกำหนดกรอบเวลาของการทดแทนภายใน 3 หรือ 5 ปี เป็นต้น  นอกจากนี้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เป็นพิษต่อผึ้ง
จะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน

          ดังนั้น  การปรับปรุงกฎระเบียบของกลุ่มสหภาพยุโรปในครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่ผลิตสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและผู้ใช้
สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เนื่องจากหากสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชชนิดนั้นได้รับอนุญาตให้ใช้ในสหภาพยุโรป ประเทศสมาชิกสามารถอนุญาต
ให้ใช้สารดังกล่าวในประเทศของตนได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอีกครั้ง ภายในกลุ่มสหภาพยุโรปจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ สหภาพ
ยุโรปตอนเหนือ ตอนกลาง และตอนใต้สามารถอนุญาตให้ใช้สารเคมีที่ได้รับอนุญาตให้กลุ่มของตนได้ดังนั้นผู้ประกอบการจึงสามารถขยายฐานผู้ใช้
ได้กว้างขวางขึ้นและสามารถทำการค้าระหว่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น

          อย่างไรก็ตาม  ประเทศสมาชิกยังสามารถกำหนดข้อกำหนดเพิ่มเติม   สำหรับสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในเขต
ของตนได้ หากมีข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อมและทางด้านการเกษตรที่แตกต่างกันจากกลุ่มประเทศสมาชิก ทั้งนี้ สำหรับสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช
ที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในปัจจุบัน   จะสามารถจำหน่ายได้จนกระทั่งใบอนุญาตหมดอายุ โดยจากข้อมูลของ The Swedish Chemicals Agency
รายงานว่า สำหรับระบบที่ปรับปรุงใหม่ จะมีผลให้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่จำหน่ายในสหภาพยุโรป ณ ปัจจุบัน ถูกห้ามใช้ประมาณ 22 ชนิด

          โดยสรุปแล้วนโยบายเกี่ยวกับสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูของกลุ่มสหภาพยุโรป  มุ่งไปสู่การลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช   และการ
บริหารจัดการระบบการควบคุมสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำระบบการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานมาใช้ เช่น
การส่งเสริมการควบคุมศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมีด้วยการจัดระบบการปลูกพืช  การใช้สารกลุ่ม Bio agent เป็นต้นประเทศสมาชิกจะต้องยอมรับแผน
ปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยเรื่องการลดความเสี่ยงและผลกระทบจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีต่อสุขอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
และจะต้องกำหนดระยะเวลาและเป้าหมายที่ชัดเจนด้วย   อย่างน้อยต้องลดลงให้ได้ถึงครึ่งหนึ่งของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในปัจจุบัน และ
ห้ามการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชทางอากาศโดยเด็ดขาด   หรือหากมีความจำเป็น   ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการควบคุม
โดยเฉพาะ และห้ามฉีดพ่นใกล้กับบริเวณที่อยู่อาศัย

          นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกต้องมีมาตรการในการป้องกันแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค  และสัตว์น้ำไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการใช้สาร
เคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช    โดยการกำหนด buffer zone รอบๆ แหล่งน้ำดังกล่าว และ safe guard zone   สำหรับแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดินที่ใช้เป็น
น้ำดื่มด้วย  รวมทั้งการปกป้องบริเวณถนนและทางรถไฟด้วย โดยการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชต้องใช้อย่างน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น และห้ามใช้
กับบริเวณสาธารณะ  เช่น สวนสาธารณะ สนามกีฬา  สนามเด็กเล่น  สนามสำหรับกิจกรรมนันทนาการ  สนามในโรงเรียน  โรงพยาบาล สถานฟักฟื้น
ต่างๆ เป็นต้น

          นอกจากนี้   ยังครอบคลุมถึงการอบรมความรู้เกี่ยวกับสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ทั้งการขนย้าย การเก็บรักษา ข้อควรระวังต่างๆ และการ
ตรวจสอบเครื่องมือ  อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชด้วยเช่นกัน    สำหรับระเบียบที่ปรับปรุงใหม่ในครั้งนี้ของกลุ่มสหภาพ
ยุโรป จะมีผลบังคับใช้ภายในต้นปี 2554 ซึ่งจะมีผลให้ระบบการควบคุมสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชของกลุ่มสหภาพยุโรปเป็นไปแบบหนึ่งมาตรฐาน
และสามารถเชื่อมโยงได้ทั้งกลุ่มสหภาพ และในทางกลับกันแสดงให้เห็นว่าระบบการตรวจสอบสารเคมีตกค้างในสินค้าเกษตรของกลุ่มสหภาพยุโรป
จะต้องเข้มงวดมากยิ่งขึ้นเช่นกัน 

สารเคมีต้องปลอดภัย

          ระหว่างที่กลุ่มสหภาพยุโรป ได้ปรับปรุงระเบียบว่าด้วยการวางจำหน่ายสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช      หรือระเบียบการควบคุมสารเคมีกลุ่ม
ดังกล่าว  ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ  ประจำสหภาพยุโรป     ได้แจ้งมาว่าสหภาพยุโรปได้ประกาศใช้
ระเบียบว่าด้วย มาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มีแหล่งกำเนิดมาจากสัตว์      ระเบียบดังกล่าวบังคับใช้กับ ถั่ว เครื่องเทศ ผัก ผลไม้ และข้าว
ที่นำเข้ามาจากกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสาร Aflatoxin  แคดเมียม  ตะกั่ว Ochratoxin A   สี Sudan  และสารเคมีป้องกันกำจัด
ศัตรูพืช กลุ่มประเทศดังกล่าว คือ อาร์เจนตินา บราซิล จีน กาน่า อินเดีย ไนจีเรีย อูซเบกีสถาน เวียดนาม ปากีสถาน โดมินิกัน ตุรกี และไทย

          ระเบียบข้างต้นจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 มกราคม 2553 ซึ่งสินค้าจากประเทศไทยที่จะได้รับผลกระทบประกอบด้วย ถั่วฝักยาว ผักตระกูล
มะเขือ(aubergines) และตระกูลกะหล่ำ(brassica vegetable) ซึ่งสินค้าในกลุ่มดังกล่าวจากประเทศไทยมีรายงานการแจ้งเตือนว่าตรวจพบสารเคมี
ป้องกันกำจัดศัตรูพืชสูงกว่าค่ามาตรฐานของสหภาพยุโรป และผลการประเมินของคณะจากสหภาพยุโรปที่มาเยือนไทยเพื่อตรวจสอบระบบการผลิต
สินค้าในกลุ่มที่ระเบียบบังคับใช้จะถูกสุ่มตรวจร้อยละ 50  (จากเดิมร้อยละ 10)   และถูกกัก ณ ด่านนำเข้า จนกว่าจะทราบผลจากห้องปฏิบัติการ ซึ่ง
กำหนดให้ด่านใช้เวลาไม่เกิน 2 วันในการตรวจสอบเอกสาร และส่งตัวอย่างสินค้าไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยภาระค่าใช้จ่าย
ที่เกิดขึ้นเป็นของผู้นำเข้า

          ส่วนแบบฟอร์ม การนำเข้าต้องเป็นฉบับภาษาของประเทศสมาชิก หรืออนุโลมให้ใช้ภาษาอื่นของสหภาพยุโรปได้   สำหรับการบริหารจัดการ
กำหนดระยะเวลาในการปรับตัวของด่านนำเข้า โดยหลังจากที่ระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ให้ด่านทุกด่านมีเวลา 5 ปีในการปรับปรุงความพร้อมของ
เครื่องมือและเทคโนโลยีให้สามารถรองรับการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว   แต่ในช่วงของปรับตัวให้ด่านนำเข้าส่งตัวอย่างสินค้าไปยังห้องปฏิบัติการ
ที่ใกล้ที่สุดที่มีความพร้อมของเครื่องมือและเทคโนโลยีในการตรวจสอบตามระเบียบนี้

          ทั้งนี้ คณะทำงานของสหภาพยุโรป   จะมีการทบทวนร้อยละของการสุ่มตรวจอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยทุกๆ 4 เดือน โดยอ้างอิงจากรายงาน
การตรวจที่ประเทศสมาชิกจะต้องส่งให้ทุกๆ 4 เดือน เช่นกัน    ท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผู้เขียนที่ว่า       มุมมองของสหภาพยุโรปต่อสารเคมีป้องกัน
กำจัดศัตรูพืชได้ก้าวข้ามไปสู่ความปลอดภัยที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น   และให้ความสำคัญต่อการแสวงหาวิธีการใหม่ๆ   ที่มีความปลอดภัยสูงมาทดแทน
วิธีการแบบเดิมๆ    รวมทั้งขจัดสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงออกไปจากตลาด  อีกทั้งการใช้มาตรการเสริมบังคับทางอ้อม กล่าวคือ
การตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้นต่อสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในสินค้าที่นำเข้า    ซึ่งก็เป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกทางอ้อมให้ลดการใช้
สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อีกทางหนึ่ง

          ฉบับหน้า มาดูมุมแบบไทยๆ บ้าง ท่าจะดี

(ขอบคุณ : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำสหภาพยุโรป , www.thaieurope.net  /ข้อมูล)

     พบกันใหม่ฉบัยหน้า..........สวัสดี
อังคณา   
 

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : asuwannakoot@hotmail.com

 

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406