ผลิใบ ขอคุยด้วยคน
กองบรรณาธิการ

ตะไคร้ต้น... ต้นไม้ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

          ผู้อ่านหลายๆ  ท่านคงอาจจะยังไม่เคยได้ยินชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “ตะไคร้ต้น”    บางท่านอาจจะคาดเดาว่าลักษณะของตะไคร้ต้นอาจ
จะเหมือนต้นตะไคร้ที่เราเคยรู้จักกันโดยทั่วไป  และคงจะเดากันไปอีกว่าตะไคร้ต้นคงเป็นพืชสมุนไพรที่ใส่ในต้มยำที่เรารู้จัก และคุ้นเคยกันดีผลิใบฯ
ฉบับนี้  จึงได้นำความรู้เกี่ยวกับตะไคร้ต้นมาฝากผู้อ่าน

          ตะไคร้ต้น (Litsea cubeba Pers.)  มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน บางพื้นที่เรียก  จะไคต้น  ตะไคร้ดอย  ตะไคร้ภูเขา  ลิเซีย ออยล์  (litsea oil)  
เกล๋อ (ภาษาลัวะ)  ฉือซือ (มูเซอแดง)  หรือ สะไค้ (ถิ่น)   โดยตะไคร้ต้น มีถิ่นกำเนิดมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน    และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
ตะไคร้ต้นเป็นไม้ยืนต้น เจริญเติบโตได้ในที่ระดับความสูง 700 – 2,300 เมตร จากระดับน้ำทะเล ลักษณะทางพฤกษศาสตร์แตกต่างจากตะไคร้หอม
โดยการแตกของกิ่ง และใบจะแตกออกมาจากส่วนของลำต้นโดยตรงไม่มีลักษณะแตกกอ  ในประเทศไทยพบบริเวณป่าดิบเขาที่ระดับความสูง 700
– 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล

          ตะไคร้ต้น มีลักษณะลำต้นเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ความสูงประมาณ 5 – 12 เมตร  เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น 6 – 20 เซนติเมตร  ผิวลำต้น
เกลี้ยง ไม่มีขนปกคลุมลักษณะใบมีลักษณะเป็นใบเลี้ยงคู่  เกิดจากส่วนของกิ่งที่แผ่ออกมาจากลำต้น   ประกอบด้วยก้านใบและแผ่นใบ เป็นใบเดี่ยว
มีลักษณะยาวเรียวเรียงสลับ หลังใบสีเขียว ท้องใบมีสีขาวนวล ใบมีขนาด 1.86 X 6.32 เซนติเมตร เมื่อออกดอกใบจะกลายเป็นสีเหลืองและจะหลุด
ร่วงไปดอกมีลักษณะเป็นช่อสั้น ๆ รวมกันเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกสีขาวนวลหรือสีครีม มีกลิ่นหอม ออกดอกในเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์

          ลักษณะผลของตะไคร้ต้น จะมีลักษณะกลมขนาด 0.8 – 0.9 เซนติเมตร ผลมีสีเขียว  เมื่อแก่จัดเป็นสีม่วงเข้ม  ผลแก่ช่วงเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม   เนื้อผลมีกลิ่นหอมแรงรากเป็นระบบรากแก้ว และมีรากแขนงแผ่ออกไปตามด้านข้าง     ส่วนของรากจะแข็งและเหนียวมีกลิ่นหอมส่วนของ
ตะไคร้ต้นที่นำมาใช้ประโยชน์ ผลของตะไคร้ต้นใช้เป็นเครื่องเทศในการปรุงอาหาร ส่วนของราก   ดอก และผลนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย โดยการ
กลั่นด้วยน้ำชนิดของน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากตะไคร้หอมคือ Citral 70 - 85% สารที่พบเป็นalpha - citral (Geraniol) และ beta - citral (Neral),
Limonene, miycrene, α-pinene, methylheptenenone    น้ำมันหอมระเหย มีสีเหลืองอ่อน  หรือสีน้ำตาลอ่อน  กลิ่นคล้ายมะนาว ต้านการติดเชื้อ ต้านการอักเสบ  ขยายหลอดเลือดลดความดันโลหิต  ระงับประสาททำให้สงบ  ลดอุณหภูมิของร่างกายลงได้

          การใช้ประโยชน์ของตะไคร้ต้น  ใช้เป็นเครื่องเทศในการปรุงอาหาร  ใช้เป็นยาสมานแผลยาฆ่าเชื้อโรค เป็นส่วนผสมที่สำคัญในสบู่  ยาระงับ
กลิ่น ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและเครื่องหอม โดยนำน้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้ไปผสมกับส่วนผสมอื่นๆ  เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือนำไปผสม
ใช้ในการผลิตยาฆ่าแมลง หรือป้องกันยุง และสามารถนำ Citral   ที่พบในน้ำมันหอมระเหยมาเป็นสารเริ่มต้นในการผลิตไอโอโนน (ionone)    และ
วิตามินเอได้   ปัจจุบันมีการนำตะไคร้ต้นมาใช้ประโยชน์เป็นพืชสมุนไพรอย่างกว้างขวาง และเพิ่มมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ       มีการเพาะปลูก
ตะไคร้ต้นเพื่อการค้าในประเทศจีน ญี่ปุ่นและไต้หวัน ผู้ผลิตรายใหญ่คือประเทศจีน ปริมาณการผลิต 500 - 1,000 ตัน/ปี ในรูปของน้ำมันหอมระเหย

          สำหรับประเทศไทยยังไม่พบการผลิตเชิงการค้า   อาจเนื่องมาจากไม่สามารถขยายพันธุ์จากการเพาะเมล็ดตามธรรมชาติได้  จากการศึกษา
ทดลองขยายพันธุ์ตะไคร้ต้นด้วยวิธีการต่าง ๆ  เช่น การเพาะเมล็ด การปักชำ  แต่ยังไม่สามารถขยายพันธุ์ตะไคร้ต้นได้   ส่วนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
จากส่วนของปลายยอดสามารถเพิ่มปริมาณต้นได้   แต่ได้ในปริมาณน้อยในประเทศไทยพบตะไคร้ต้นในสภาพป่าธรรมชาติทั่วไป    ซึ่งสูงจากระดับ
น้ำทะเลมากกว่า 700 เมตร  เช่น ที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามแนวพระราชดำริ บ้านปางขอน ดอยช้าง และดอยวาวี จังหวัดเชียงราย ตลอดจน
ในจังหวัดเชียงใหม่ น่าน และแม่ฮ่องสอน

          ปัจจุบันมีการนำตะไคร้ต้นมาใช้ประโยชน์  โดยการนำผลของตะไคร้ต้นมาสกัดน้ำมันหอมระเหย  เพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
เช่น ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย  ทำการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากผลตะไคร้ต้น  และนำมาแปรรูปเป็นน้ำมันเหลืองตะไคร้ต้น ยาหม่องตะไคร้ต้น และ
สบู่ใสตะไคร้ต้น   เมื่อพูดถึงสถานการณ์การตลาดของตะไคร้ต้น  มีปริมาณความต้องการน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ต้นในตลาดโลกประมาณ 200
- 1,500 ตัน/ปี   ประเทศที่รับซื้อคือ สหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก  และญี่ปุ่น  จากความต้องการน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ต้นส่งผลให้ตะไคร้ต้นมี
โอกาสเป็นพืชอุตสาหกรรมใหม่ต่อไปได้  แต่ในปัจจุบันตะไคร้ต้นในสภาพธรรมชาติมีน้อยลง  ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงที่จะหมด
ไปจากป่า เนื่องจากการขยายพันธุ์ทำได้ยาก และพื้นที่เดิมในธรรมชาติถูกรุกรานเพื่อใช้ในการปลูกพืชชนิดอื่น

สภาพปัญหาที่พบในปัจจุบัน

          -  พันธุ์
             
พันธุ์ของตะไคร้ต้น ในธรรมชาติมีความแปรปรวนสูง   ยังไม่มีการศึกษาพันธุ์อย่างจริงจัง   และยังไม่มีพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์มาใช้
ประโยชน์อย่างจริงจัง รวมถึงการขยายพันธุ์ยังไม่ประสบความสำเร็จทั้งวิธีการเพาะเมล็ดและโดยวิธีอื่น ๆ

          -  การผลิต
             
ยังไม่มีเทคโนโลยีการผลิต เช่น การเขตกรรม การจัดการดินและปุ๋ย และการอารักขาพืช

          -  เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว
             
ยังไม่มีการศึกษาส่วนต่าง ๆ ของตะไคร้ต้น  สำหรับการผลิตน้ำมันหอมระเหย  และองค์ประกอบทางเคมีที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็น
ผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ

ผลงานวิจัยที่ผ่านมา
          นักวิจัยหลายท่านได้ทดลองและมีผลการวิจัยเกี่ยวกับตะไคร้ต้นต่าง ๆ ดังนี้

          -  ทดลองขยายพันธุ์ตะไคร้ต้นด้วยวิธีการต่าง ๆ  เช่น การเพาะเมล็ด การปักชำ แต่ยังไม่สามารถขยายพันธุ์ตะไคร้ต้นได้ ส่วนการเพาะเลี้ยง
เนื้อเยื่อจากส่วนของปลายยอดสามารถเพิ่มปริมาณต้นได้ แต่ได้ปริมาณน้อย

          -  การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาทากันยุงจากตะไคร้ต้นให้ได้ยากันยุงจากธรรมชาติ   ควรใช้น้ำมันที่กลั่นจากผล        ความเข้มข้นร้อยละ 20 ใน
เอธานอล ที่ผสมสารยืดระยะเวลาการระเหย (วานินิน) ลงไป

          -  การใช้น้ำมันหอมระเหยสกัดจากผลตะไคร้ต้น ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคใบจุดของผักคือความเข้มข้น 1000 ppm
หรืออัตราใช้ในแปลงเท่ากับ 20 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร พ่นด้วยเครื่องพ่นสารเคมีชนิดเครื่องยนต์สะพายหลัง มีประสิทธิภาพควบคุมการเกิดโรคใบจุด
อย่างได้ผลดีใกล้เคียงกับการใช้สารเคมี เป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรผู้ผลิตผักตระกูลกะหล่ำ สามารถใช้ทดแทนสารเคมีได้อย่างปลอดภัย

          -  เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน  มีวิธีการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากผลสดตะไคร้ต้น โดยวิธีการกลั่นด้วยน้ำ นอกจากนั้นยังมีข้อมูล
ปริมาณน้ำมันที่สกัดจากส่วนต่าง ๆ  ของตะไคร้ต้นจากการศึกษาพบว่า  ผลแก่ จำนวน 1 กิโลกรัม   มีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงที่สุด รองลงมาคือ
ดอก และราก โดยมีน้ำมันหอมระเหย 43.3 มิลลิลิตร (43.3%) 8.3 มิลลิลิตร (8.3%) และ 4.6 มิลลิลิตร (4.6%) ตามลำดับ

          จากการทดลองกลั่นน้ำมันหอมระเหย จากผลตะไคร้ต้นด้วยการเก็บผลตะไคร้ต้น 2 กิโลกรัม  กลั่นเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ให้ปริมาณน้ำมันหอม
ระเหยเฉลี่ย 3.04%  และจากการศึกษาถึงองค์ประกอบในน้ำมันหอมระเหย โดยเทคนิคแก๊สโครมาโตกราฟฟี  พบว่า Citral   ปริมาณสูงถึง 49.6%
limonone 25.3%   นอกจากนั้น การกลั่นด้วยไอน้ำจากผลตะไคร้ต้นจำนวน 2 กิโลกรัมเป็นเวลา 2 ชั่วโมง  จะได้เปอร์เซ็นต์ของน้ำมันหอมระเหยอ
3.10% และศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมีโดยทางเทคนิคแก๊สโครมาโตกราฟฟีพบ Citral 55% limonone 22% และ methylheptenenone 6.8%
นอกจากนั้น จากการทดลองสกัดน้ำมันหอมระเหยจากผลตะไคร้ต้น และทำการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก โดยใช้เทคนิคแก๊สโครมาโตกราฟฟีและ
แมสสเปกโทรเมตริ พบองค์ประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยได้แก่ α-pinene, limonene และ geranial

          ผู้อ่านคงจะได้ทราบรายละเอียดของตะไคร้ต้นกันพอสมควร จะเห็นว่าส่วนต่าง ๆ ของตะไคร้ต้นไม่ว่าจะเป็นผลที่สามารถนำมาทำเป็นเครื่อง
เทศใช้ปรุงอาหารนอกจากนั้น ผล ราก  และดอกยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย  และประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีก
หลายด้าน   ผู้อ่านท่านใดที่สนใจในรายละเอียด       สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย    โทรศัทพ์ 0-5317-0100 หรือ 0-5317-0102 
ในวัน เวลา ราชการ

(ขอบคุณ คุณบัณฑิต  จันทร์งาม และคุณอรุณี  ใจเถิง  ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย : ข้อมูล)

 

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406