ผลิใบ รายงาน
นวลศรี  โชตินันทน์

การใช้เชื้อรา บิวเวอร์เรีย ปราบเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังอย่างถูกต้อง

          เชื้อรามีด้วยกันหลายประเภท   เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกับคน พืชและแมลง  เชื้อราที่ใช้กับแมลงจะไม่ทำให้เกิดโรคในคนหรือในพืช ในขณะ
เดียวกันเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกับแมลงก็ยังเฉพาะเจาะจงกับในกลุ่มของแมลงอีกด้วย    เชื้อราที่จะกำจัดแมลงชนิดใดก็จะต้องเป็นเชื้อราสายพันธุ์ที่
สกัดเอาเชื้อที่มีอยู่ในแมลงชนิดนั้น แล้วนำไปเพิ่มจำนวนสปอร์ฉีดพ่นแมลงชนิดนั้น เพราะมีประสิทธิภาพดีกว่าที่จะไปสกัดเอาเชื้อจากแมลงชนิดอื่น
มาใช้ นายสุเทพ  สหายา   นักกีฎวิทยาชำนาญการพิเศษ   กลุ่มวิจัยกีฎและสัตววิทยา    สำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช   กรมวิชาการเกษตร
อธิบายให้ฟังว่า ถ้าเราต้องการเชื้อราบิวเวอร์เรียไปฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง เราก็ต้องไปเก็บเพลี้ยแห้งในธรรมชาติที่ตายด้วยเชื้อราชนิดนั้นมาสกัด
แล้วนำมาขยายเพิ่มปริมาณสปอร์   ซึ่งจำนวนสปอร์จะต้องมีปริมาณตามมาตรฐานที่กำหนด คือ 20 ล้านสปอร์ต่อ 1 ซีซี      การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย
ในการกำจัดเพลี้ยแป้ง ต้องใช้ในอัตรา 100 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สารผสม 20 ลิตรต้องมีอย่างน้อย 2,000 ล้านสปอร์

ปัจจัยที่เอื้อต่อการใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียให้เกิดประสิทธิผล

          นางเสาวนิตย์  โพธิ์พูนศักดิ์  นักกีฎวิทยาชำนาญการ  กลุ่มงานวิจัยการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ   กลุ่มวิจัยกีฎและสัตววิทยา  ชี้แจงว่า เนื่อง
จากเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต  การนำไปใช้จะได้ผลหรือไม่ ต้องอาศัยปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่นๆ  เข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้นแสง
กับช่วงเวลาและตัวของแมลงเอง 

          อุณหภูมิ  อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเชื้อราบิวเวอร์เรีย ที่จะทำให้เชื้อรางอกสปอร์ได้ดี  จะอยู่ในระหว่าง 25 -27 องศาเซลเซียส  ดังนั้น หาก
เกษตรกรซื้อมาแล้วยังไม่ได้ใช้จะต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม  คือ 25-27 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงกว่านี้    สปอร์จะไม่เจริญเติบโตและ
เสื่อมคุณภาพ เมื่อนำเชื้อราไปพ่นกำจัดแมลงหรือเพลี้ยก็จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

          ความชื้น  ความชื้นทีเหมาะสมสำหรับพ่นเชื้อราบิวเวอร์เรีย  ต้องมีความชื้นสูงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ความชื้นที่เหมาะสมที่สุด คือช่วง
ฤดูฝน  ซึ่งเป็นช่วงที่ในบรรยากาศมีความชื้นสูง เนื่องจากความชื้นจะไปกระตุ้นให้สปอร์งอกออกมา และแทงทะลุผ่านเข้าไปในตัวแมลงหรือตัวเพลี้ย  แต่ถ้าจะพ่นในช่วงฤดูฝนต้องดูว่าช่วงนั้นมีเพลี้ยระบาดหรือไม่  เพราะโดยธรรมชาติฝนจะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยอยู่แล้ว  แต่เนื่องจากเพลี้ยแป้ง
มักจะระบาดในช่วงแล้ง   ซึ่งอุณหภูมิและความชื้นไม่เหมาะต่อการพ่นเชื้อรา   ดังนั้น เกษตรกรจะต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งสอง
ชนิดนี้  จึงจะสามารถใช้เชื้อราให้เกิดประสิทธิผล

          แสงกับช่วงเวลา   การที่จะพ่นเชื้อราบิวเวอร์เรียให้ได้ผล  คือ ต้องเป็นช่วงเวลาเย็นที่อากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิต่ำ การที่เลือกเวลาพ่น
เชื้อราในตอนเย็น ก็เพื่อไม่ให้โดนแสงแดด เพราะแสงแดดจะทำให้เชื้อราเสื่อมคุณภาพเร็วยิ่งขึ้น

          ตัวแมลง  เพลี้ยแป้งมีลักษณะเฉพาะตัวของมันเอง   คือ มีแป้งคลุมตัวอีกชั้นหนึ่ง  การพ่นเชื้อรากว่าสปอร์จะทะลุเข้าไปถึงตัวชั้นใน   จะต้อง
ผ่านแป้งที่คลุมอยู่อีกหนึ่งชั้น   ดังนั้น การใช้เชื้อรากำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังจึงยากกว่าการกำจัดเพลี้ยธรรมดา    และระยะที่เหมาะสมกับการพ่น
เชื้อรา คือ ช่วงระยะตัวอ่อน ซึ่งเพลี้ยแป้งยังไม่มีแป้งมาปกคลุมลำตัว

การฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอร์เรีย

          การพ่นเชื้อราบิวเวอร์เรียในแปลงมันสำปะหลังเพียงครั้งเดียวไม่ได้ผล  ต้องพ่นซื้อ 2-3 ครั้งขึ้นไป และต้องพ่นในช่วงที่ปมลงยังตัวเล็กๆ การ
พ่นต้องให้ถูกตัวแมลงด้วย เนื่องจากเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต  การออกฤทธิ์ของเชื้อราไม่เหมือนสารเคมีซึ่งสามารถดูดซึมผ่านไปสู่เนื้อเยื่อได้   เมื่อเพลี้ย
มาดูดกินก็จะได้รับสารเคมี ทำให้เพลี้ยตาย ในกรณีที่เพลี้ยเกาะอยู่ใต้ใบ  หากพ่นเชื้อราไปตกอยู่บนใบ ในกรณีที่เพลี้ยเกาะอยู่ใต้ใบ  หากพ่นเชื้อรา
ต้องให้สปอร์ไปตกหรือถูกตัวแมลงเท่านั้นจึงจะทำลายเพลี้ยได้  อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงช่วงเวลา แสง อุณหภูมิ  และความชื้นที่เหมาะสมดังกล่าว
เป็นสำคัญ สปอร์จึงจะงอกเส้นใยออกมาแทงทะลุเข้าไปในตัวเพลี้ยแป้งได้

การใช้อุปกรณ์พ่นสารเคมีร่วมกับอุปกรณ์พ่นเชื้อรา

          สามารถใช้อุปกรณ์ตัวเดียวกันได้ แต่จะต้องเปิดรูหัวฉีดให้กว้างขึ้น  ถ้าเราไม่ปรับหัวฉีดให้รูกว้างขึ้น  อาจทำให้อุปกรณ์ส่วนอื่นอุดตันได้ โดย
เฉพาะที่หัวฉีด  เพราะการใช้เชื้อราพวกนี้ต้องการความชื้นมาก   จึงจำเป็นต้องเปิดรูให้กว้างขึ้น     ปริมาณน้ำที่ใช้ผสมจะต้องมากกว่าการพ่นสารเคมี
จึงจะทำให้มีความชื้นมาก และต้องพ่นให้เปียกโชก   ควรผสมสารจับใบด้วยเพื่อให้สปอร์เกาะพืชดีขึ้น    การซื้อเชื้อราจากร้านค้ามาใช้ปราบศัตรูพืช
เกษตรกรควรสังเกตสถานที่เก็บเชื้อราว่า  วางอยู่ในสถานที่อย่างไร   ที่สำคัญ  คือ ต้องไม่โดนแสงแดด ไม่โดนลม   ดังที่กล่าวแล้วว่าเชื้อราเป็นสิ่ง
มีชีวิต หากอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิสูง สปอร์จะเสื่อมคุณภาพ คุณภาพของเชื้อราจะลดลง เกษตรกรนำไปใช้ไม่ได้ผล

          ดังนั้น  เกษตรกรที่จะใช้เชื้อราในการป้องกันกำจัดเพลี้ยหรือแมลงศัตรูพืช จะต้องศึกษาและเข้าใจในธรรมชาติของเชื้อรา และแมลงศัตรูพืช
แต่ละชนิดและใช้ให้ถูกวิธีการกำจัดจึงจะได้ผล

          สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มวิจัยกีฎและสัตววิทยา  และกลุ่มงานวิจัยการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ สำนักวิจัยการอารักขาพืช
กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-5583  และ 0-2579-7542

 

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406