ผลิใบ ขยายผล
กองบรรณาธิการ

บีที สารชีวินทรีย์ขนาดเล็กกับประสิทธิภาพที่ยิ่งใหญ่

          จากอดีตจนถึงปัจจุบัน    การทำอาชีพทางด้านการเกษตร  หากพูดถึงเกษตรกรได้มีการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการเพาะ
ปลูกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นจากการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เกษตรกรได้ประสบในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองได้มีการลองผิดลองถูกจนเกิด
เป็นประสบการณ์ที่สามารถนำมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้   นอกจากนั้น หากพูดถึงความเหมาะสมของพันธุ์พืชที่จะนำไปปลูกในพื้นที่ กระบวนการดูแล
รักษาในขณะที่พืชกำลังเจริญเติบโต  ไม่ว่าจะเป็นการจัดการดิน น้ำ ปุ๋ย สารเคมี ฯลฯ   รวมไปถึง ผลผลิตที่ได้และการนำผลผลิตทางการเกษตรไป
แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์  เป็นอีกหลายเหตุผลที่มีความสำคัญที่จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพและเพิ่มมูลค่า

          สิ่งต่างๆ  เหล่านี้   กรมวิชาการเกษตรพยายามอย่างไม่หยุดยั้ง ที่จะค้นคว้า   วิจัยทดลองเพื่อหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับ
ความต้องการของเกษตรกร ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศในพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน   จะเห็นได้ว่าในแต่ละปี    กรมวิชาการเกษตรมีพันธุ์พืช   รวมถึง
เทคโนโลยีใหม่ๆ  ที่สามารถถ่ายทอดสู่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง  นั่นหมายถึงทำให้เกษตรกรมีทางเลือกในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรมากขึ้น
ตามไปด้วยจากสภาพในปัจจุบัน   นอกจาก กรมวิชาการเกษตรจะยังคงเป็นหน่วยงานที่ค้นหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร  รวมทั้งหาพันธุ์
พืชใหม่ๆ  เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรตามที่ได้กล่าวในเบื้องต้นแล้ว พันธุ์พืชใหม่ที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องของพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตที่สูง หรือ
ต้านทานโรคและแมลงศัตรูธรรมชาติตามสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันแมลงศัตรูธรรมชาติได้มีการปรับตัวให้มีชีวิตรอดในสภาพแวดล้อม
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน จะด้วยเหตุผลใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นแมลงศัตรูธรรมชาติที่มีอยู่เดิม หรือเกิดขึ้นใหม่ กรมวิชาการเกษตรจึงต้อง
หาวิธีการที่จะควบคุมกำจัดแมลงเหล่านั้นให้หมดไปเพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนให้กับผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกร

          ที่ผ่านมากรมวิชากรเกษตร  มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องการกำจัดศัตรูธรรมชาติ   โดยให้ธรรมชาติกำจัดศัตรูธรรมชาติด้วยกัน โดยใช้วิธี
การแบบผสมผสาน   สารเคมีจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่กรมวิชาการเกษตรจะแนะนำให้เกษตรกรนำไปใช้   เนื่องจากเป็นการทำลายสภาพแวดล้อม
และที่สำคัญ  จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของผู้ใช้นั่นคือเกษตรกรนั่นเอง     เกษตรกรส่วนใหญ่หากผลผลิตทางการเกษตรได้รับผล
กระทบจากศัตรูธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นโรค หรือแมลง   สิ่งแรกที่เกษตรกรจะมองหาคือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช  เนื่องจากว่าใช้แล้วได้ผลถ้าหากใช้ใน
ปริมาณน้อยอาจจะไม่เกิดผลกระทบแต่หากเกษตรกรใช้ในปริมาณมาก อาจจะมีผลเสียในภาพรวมได้    ทั้งผลผลิตทางการเกษตร สภาพแวดล้อม
รวมถึงตัวผู้ใช้ด้วยสารชีวินทรีย์กำจัดแมลงศัตรูพืชชนิดหนึ่งที่กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้     และคิดว่าผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้ยิน
และรู้จัก สารชีวนิทรีย์กำจัดแมลงศัตรูชนิดนี้มีชื่อว่า “บีที” ผลิใบฯ  ฉบับนี้ผู้เขียนจึงนำความรู้เกี่ยวกับเรื่องของบีทีมาฝากผู้อ่าน  

บีที (Bt) คืออะไร

           เชื้อแบคทีเรียน Bacillus thuringiensis  หรือเรียกว่าเชื่อ บีที (Bt)  เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จัดเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์
สามารถนำมาใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช  และศัตรูมนุษย์ได้หลายชนิด        เนื่องจากมีความเฉพาะเจาะจงสูในการทำลายเฉพาะแมลงเป้าหมายเท่านั้น
เชื้อบีที  จึงเป็นจุลินทรีย์ที่มีความปลอดภัยสูงต่อมนุษย์  สัตว์เลือดอุ่น  ปลา และนก    รวมทั้งแมลงที่มีประโยชน์ เช่น ผึ้ง แมลงห้ำและแมลงเบียน
เป็นต้น จากข้อดีของความเฉพาะเจาะจงต่อแมลงเป้าหมาย  ปลอดภัยต่อมนุษย์  สัตว์ และสิ่งแวดล้อม     ดังนั้น ทั่วโลกจึงได้มีการวิจัยและพัฒนา
เชื้อบีทีอย่างกว้างขวาง  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำมาใช้เป็นสารชีวินทรีย์ควบคุมแมลงศัตรูพืช และศัตรูมนุษย์

รูปร่างลักษณะของเชื้อบีที (Bt)

           เชื้อบีทีเป็นจุลินทรีย์ที่มีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงถึง 400 เท่า จึงจะสามารถ
มองเห็นได้ เชื้อบีทีมีรูปร่างเป็นแท่ง ความกว้างประมณ 0.5 – 0.8 ไมโครเมตร ยาว 1.0 – 3.0 ไมโครเมตร สามารถสร้างสปอร์และสารพิษภายใน
เซลล์ของมัน เราเรียกสารพิษนี้ว่า เดลต้า – เอ็นโดท็อกซิน (delta – endotoxin)  มีรูปร่างเป็นผลึกคล้ายขนมเปียกปูนหรือรูปสี่เหลี่ยม  ขบวนการ
สร้างสารพิษนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการสร้างสปอร์ หลังจากเซลล์สร้งสปอร์และสารพิษเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เซลล์จะแตกสปอร์และสารพิษหลุดออก
จากเซลล์

เชื้อแบคทีเรียบีที ฆ่าแมลงได้อย่างไร

           เชื้อบีทีแตกต่างจากสารเคมีฆ่าแมลงที่ส่วนใหญ่มักจะถูกตัวตาย   แต่เชื้อบีทีกำจัดแมลงตัตรูพืชนั้น     แมลงจะต้องกินเชื้อบีทีเข้าไปถึงจะ
ออกฤทธิ์ทำลายแมลงได้   โดยทั่วๆ   ไปเชื้อบีทีจะทำลายเฉพาะตัวอ่อนของเมลงเท่านั้น เช่น ตัวหนอน หรือลูกน้ำยุง  จะไม่ทำลายศัตรูพืชระยะที่
เป็นไข่หรือตัวเต็มวัย  ยกเว้นบีทีบางสายพันธุ์ที่สามาระทำลายได้ทั้งตัวอ่อน และตัวเต็มวัยของด้วงปีกแข็งบางชนิดเมื่อแมลงกินสารพิษ และสปอร์
เข้าไปในกระเพาะ  น้ำย่อยในกระเพาะมีคุณสมบัติเป็นด่างค่อนข้างสูง  จะย่อยสารพิษซึ่งอยู่ในรูป protoxin ให้เป็น active toxin (สารพิษแท้จริง)
ซึ่งจะเข้าทำลายเซลล์เยื้อบุผนังกระเพาะอาหาร  ทำให้ระบบการย่อยอาหารและระบบทางเดินอาหารถูกทำลาย   ระดับความเป็นกรด – ด่างภายใน
ลำตัวของแมลงเปลี่ยนไป ส่งผลให้แมลงเป็นอัมพาตหรือเคลื่อนไหวช้าลง  ทำให้แมลงไม่สามารถกินอาหารได้ ขณะเดียวกันเมื่อผนังของกระเพาะ
อาหารถูกทำลาย    สปอร์ของบีทีและเชื้อโรคที่อยู่ในกระเพาะสามารถไหลผ่านจากรูแผลบนผนังกระเพาะเข้าสู่ระบบเลือดของแมลง   จะขยายทวี
จำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้โลหิตเป็นพิษ แมลงจะตายในเวลาต่อมา โดยทั่ว ๆ ไปเชื้อบีทีจะทำลายแมลงโดยใช้ระยะเวลา 2 – 3 วัน  ทั้งนี้  ขึ้นอยู่กับ
ขนาดของแมลง และปริมาณเชื้อของบีทีที่แมลงกินเข้าไปด้วย

ชนิดของแมลงศัตรูพืชที่สำคัญที่สามารถควบคุมด้วยเชื้อบีที

          หนอนใยผัก  หนอนคืบกระหล่ำ  หนอนกระทู้ผัก  หนอนกระทู้หอม  หนอนร่านกินใบปาล์ม  หนอนแปะใบ หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด หนอน
แก้วส้ม หนอนกินสนสามใบ


หนอนใยผัก

วิธีการใช้เชื้อบีที

          1. ควรอ่านฉลากข้างภาชนะบรรจุเสียก่อน เพื่อให้ทราบว่าเชื้อบีทีชนิดนี้สามารถควบคุมแมลงศัตรูพืชชนิดใดได้บ้าง   มีเชื่อแมลงศัตรูพืชที่
ต้องการกำจัดระบุอยู่บนฉลากหรือไม่  ทั้งนี้ ในท้องตลาดมีบีทีหลายสายพันธุ์  ประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงจะแตกต่างไป

          2. เชื้อบีทีเป็นสิ่งมีชีวติ จะถูกทำลายโดยรังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) จากแสงแดด  ดังนั้น จึงควรพ่นบีทีหลังบ่ายสามโมงเย็นไปแล้ว จะช่วย
ยืดอายุเชื้อบีทีบนต้นพืชให้มีรปะสิทธิภาพอยู่ได้นานขึ้น

          3. แมลงต้องกินเชื้อเข้าไป บีที จึงจะสามารถทำลายแมลงได้ แมลงศัตรูผักบางชนิด เช่น หนอนใยผัก หนอนคืบกะหล่ำ มักอาศัยกัดกินอยู่
ด้านล่างของใบ  ดังนั้น การพ่นบีทีควรครอบคลุมบริเวณส่วนล่างของใบพืชด้วย   จึงจะสามารถควบคุมหนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          4. การปรับหัวฉีดเครื่องพ่นสารให้ละอองเล็กที่สุดจะช่วยให้ละอองยาเกาะผิวใบได้ดี และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงได้ดีขึ้น


การใช้ บีที ในหน่อไม้ฝรั่ง

         5. ควรผสมสารจับใบในการพ่นเชื้อบีทีทุกครั้งตามอัตราแนะนำการใช้ที่ข้างขวด

          6. การพ่นเชื้อบีทีควรพ่น   เมื่อสำรวจพบหนอนตัวเล็ก  ซึ่งเป็นหนอนวัยแรก ๆ (วัย 1 – 3)   จะให้ผลในการควบคุมดีกว่าการพ่นเชื้อเมื่อพบ
หนอนตัวใหญ่ (วัย 4 – 5)

          7. ไม่ควรผสมเชื้อบีทีกับสารป้องกันกำจัดโรคพืช   เพื่อใช้พ่นในคราวเดียวกัน    ทั้งนี้ เนื่องจากสารป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิดอาจทำให้
เชื้อบีทีเสื่อประสิทภาพได้

          8. เนื่องจากเชื้อบีทีออกฤทธิ์ช้า  ใช้เวลา 2 – 3 วัน  แมลงถึงจะตาย  ดังนั้น การใช้อัตราสูงกว่าคำแนะนำไม่ช่วยให้แมลงตายเร็วขึ้น การใช้
อัตราต่ำกว่าคำแนะนำ  จะส่งผลทำให้แมลงไม่ตาย และทำความเสียหายแก่ผลผลิต จึงควรใช้เชื้อบีทีตามอัตราที่แนะนำ

          9. เมื่อพบการระบาดของแมลงรุนแรง  ควรพ่นเชื้อบีทีตามอัตราแนะนำ   โดยพ่นติดต่อกัน 3 ครั้ง   ระยะห่างกัน 3 – 4 วัน จะช่วยลดความ
เสียหายจากแมลงได้ดีกว่าการพ่นเพียงครั้งเดียว

          “บีที” เป็นสารชีวินทรีย์กำจัดแมลงศัตรูพืช ที่มีประสิทธิภาพกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด   ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ถึงแม้ว่าการออกฤทธิ์ของบีทีจะต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าแมลงศัตรูพืชจะตาย แต่เป็นการทำลายแมลงศัตรูพืชที่เป็นวิธีการที่ปลอดภัยกว่าการ
ใช้สารเคมีโดยทั่วๆ ไป    หากผู้อ่านหรือเกษตรกรท่านใดสนใจในรายละเอียดของบีที สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานวิจัยการ
ปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช โทรศัพท์ 0 2940 7493 ได้ในวัน เวลา ราชการ



 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406