ผลิใบ รายงาน
นวลศรี  โชตินันทน์

เพิ่มมูลค่ายางก้อนถ้วยด้วยการผลิตเป็นยางเครพ

          จากการที่ราคายางตกต่ำต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน ทำความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างมาก    ชาวสวนยางก็พยายาม
ที่จะหาทางลดต้นทุนการผลิตยาง  ในขณะเดียวกันก็หาทางที่จะทำให้ยางมีมูลค่าเพิ่มขึ้น  ดังนั้นจะเห็นว่าเกษตรกรชาวสวนยางหันมาให้ความสนใจ
ทำยางก้อนถ้วยกันมากขึ้น     เนื่องจากการทำยางแผ่นดิบจะต้องลงทุนในส่วนอุปกรณ์ทำแผ่น    เช่น ถังรวบรวมน้ำยาง     ตะกงถาดหรือตะกงตับ
เมโทรแลค เครื่องจักรรีดยาง บ่อล้างยาง รถตากยาง และโรงทำยางแผ่น เป็นต้น  ซึ่งจะต้องลงทุนประมาณ 5 บาทต่อยางแผ่น 1 กก. และจากการ
ที่สถานการณ์ราคายางตกต่ำ ชาวสวนยางไม่อยากเพิ่มต้นทุนการทำยางแผ่น จึงหันมาทำยางก้อนถ้วย   ซึ่งนอกจากจะทำง่ายแล้วยังขายได้เร็วกว่า
ยางแผ่นอีกด้วย เพราะยางก้อนถ้วยเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับยางแท่ง

ชาวสวนยางภาคอีสานนิยมผลิตยางก้อนถ้วย

          รายงานจากบทความของคุณปรีดิ์เปรม  ทัศนกุล  นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ   ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา (ศูนย์วิจัยยาง
สงขลา) เรื่อง ขายยางก้อนถ้วยโดยตรง  หรือจะแปรรูปเป็นยางเครพดี     กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกยางทางภาคอีสานนิยมผลิตก้อนถ้วยกัน
มากขึ้น   เนื่องจากใช้น้ำน้อย  ประหยัดค่าแรงงาน  ต้นทุนต่ำ  และที่สำคัญยังมีเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นได้อีก        จึงมักมีข้อสงสัยว่าเมื่อผลิต
ยางก้อนถ้วยแล้วจะนำไปขายทันทีหรือนำไปแปรรูปเป็นยางเครพต่อ  อย่างไหนจะให้ค่าตอบแทนสูงกว่ากัน  และควรจะลงทุนหรือไม่ และมีปัญหา
ตามมาอีกว่า ถ้าผลิตยางเครพแล้วจะไปขายที่ไหน ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามที่คาใจเกษตรกรชาวสวนยางหลาย ๆ ท่าน

ยางแผ่น ยางก้อนถ้วยและยางเครพ

          คุณปรีดิ์เปรม   อธิบายความหมายของยางแต่ละชนิดให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ว่า ยางแผ่นดิบ   ผลิตจากน้ำยางสด นำมาจับตัวด้วยกรดรีดเป็น
แผ่น แล้วผึ่งให้แห้ง   ความหนาบางของยางแผ่นจำกัดอยู่ที่ 3.2-3.8 มิลลิเมตร   แล้วมาตรฐานยางแผ่นดิบจะจำกัดความชื้นที่ระดับ 1-3 %,3-5 %
และ 5-7 %  ยางแผ่นดิบถ้าความชื้นเกินกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป    โอกาสที่ราจะเกิดขึ้นได้ง่าย   จึงต้องนำยางแผ่นไปรมควันเพื่อให้ยางแห้ง และ
ควันไม้จะมีสารป้องกันเชื้อราที่ช่วยเก็บยางให้นานขึ้น ยางแผ่นที่รมควันแล้วจะนำไปอัดก้อนหรืออัดแท่ง ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ หากนำไป
อัดแท่งจะเรียก ยางแผ่นรมควันอัดแท่ง   ถ้าอัดก้อนจะเรียก ยางแผ่นรมควันอัดก้อน      ยางแผ่นรมควันแบ่งเป็น 6 เกรด คือ RSS1X, RSS1,
RSS2, RSS3, RSS4 และ RSS5

          ยางก้อนถ้วย  คือยางที่ทำให้จับตัวกันเป็นก้อนในถ้วยรับน้ำยาง   ยางที่ได้จึงเป็นก้อนตามลักษณะถ้วยน้ำยางก้อนยางที่ผลิตได้จะมีสีขาว
และสีค่อยคล้ำขึ้น ความชื้นจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อทิ้งไว้หลายวัน  ยางก้อนถ้วยแบ่งเป็น 3 ประเภทตามระดับความชื้น คือ ยางก้อนถ้วยสด หมาด แห้ง
ยางก้อนถ้วยสดเป็นยางที่มีอายุ 1-3 วัน  ปริมาณความชื้นอยู่ที่ระดับ 45-55 เปอร์เซ็นต์  ผิวของก้อนยางจะมีสีขาวจนถึงสีขาวขุ่น เมื่อกดหรือสัมผัส
จะมีความนุ่มและคืนตัวได้เร็ว  ภายในก้อนยางจะมีของเหลวหรือน้ำเซรุ่มไหลออกมา  ยางก้อนถ้วยหมาด มีอายุของก้อนยาง 4-7 วัน         ปริมาณ
ความชื้นอยู่ที่ระดับ 35-45 เปอร์เซ็นต์ ผิวของก้อนยางมีสีขาวขุ่นจนถึงสีน้ำตาลอ่อน  เมื่อกดหรือสัมผัสจะมีความนุ่มเล็กน้อยจนถึงกึ่งแข็ง ก้อนยาง
เริ่มแห้งโดยไม่มีของเหลวไหลออกมาก ส่วน ยางก้อนถ้วยแห้ง มีอายุของก้อนยางมากกว่า 15 วันขึ้นไป ปริมาณความชื้นน้อยกว่า 35 เปอร์เซ็นต์
ผิวของก้อนยางมีสีน้ำตาลเข้ม  มีความแห้งและแข็ง ส่วน

          ยางเครพ  เป็นยางที่ได้จากการนำยางก้อนถ้วยรีดผ่านเครื่องจักรรีดเครพ (Creper)  สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจน  คือ ยางที่รีดออกมามีลักษณะ
ติดกันเป็นผืนยาวตามปริมาณของยางที่ป้อนเข้าเครื่อง   และมาตรฐานของยางเครพคุณภาพดีจะจำกัดความหนาไม่เกิน 3 มิลลิเมตร    ส่วนลายบน
ผืนยางจะต้องเป็นลายดอกที่ชัดเจน เพื่อให้ยางแห้งเร็วและมีความยืดหยุ่นดี ทนต่อแรงดึงดูดสูง

          ยางเครพมีหลายคุณภาพชั้น    ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบยางที่นำมาผลิต   เช่น เศษยางสกปรกปนดิน            เมื่อมารีดผ่านเครื่องเครพจึงเรียกว่า
ยางขี้เครพดิน
 ถ้าเป็นยางที่จับตาจากหางน้ำยางมาผลิต  เรียกว่า ยางเครพหางน้ำยาง หรือ มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ยางสกิมเครพ แต่ถ้าทำจาก
น้ำยางสด เรียกว่า ยางเครพเหลือง เป็นต้น

          “การนำยางก้อนถ้วยคุณภาพดีมาผลิตเป็นยางเครพก็จะได้ยางเครพคุณภาพดี สามารถส่งโรงงานผลิตยางเครพโดยตรง เช่น โรงงานรองเท้า
โรงงานยางล้อ หรือขายให้กับโรงงานยางแท่งที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคได้”

          คุณปรีดิ์เปรม  อธิบายถึงคุณภาพของยางเครพว่า  ยางเครพที่ผลิตจากยางก้อนถ้วยคุณภาพดี แบ่งเป็น 3 เกรด  ตามปริมาณสิ่งสกปรกและ
ปริมาณความชื้น ยางเครพที่ผึ่งนาน 15-20 วัน จะมีความชื้นเหลืออยู่ประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์  แต่ถ้าหากเก็บไว้นานหนึ่งเดือนขึ้นไป ความชื้นจะ
เหลืออยู่น้อยกว่า 7 เปอร์เซ็นต์ แต่หากความชื้นที่น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์  สามารถนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ได้ โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะนำยางเครพ
เหล่านี้เข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นยางแท่งต่อไป

ยางก้อนถ้วยคุณภาพดีจะผลิตเป็นยางเครพเกรดสูง

          คุณปรีดิ์เปรม อธิบายต่ออีกว่า  การผลิตยางก้อนถ้วยคุณภาพดีจะสามารถผลิตเป็นยางเครพหรือยางแท่งเกรดสูง คือ STR10  ยางก้อนถ้วย
ที่ใช้กรดฟอร์มิคจับตัวยางจะมีคุณภาพดีกว่ายางก้อนถ้วยที่จับตัวเอง  คือมีความยืดหยุ่นดีกว่าไม่ใช้กรดฟอร์มิค โดยใช้กรดฟอร์มิคจับตัวยางในถ้วย
รองรับน้ำยาง ใช้ระยะเวลาในการจับตัวอย่างสมบูรณ์ประมาณ 45 นาที เช่นเดียวกับยางก้อนที่จับตัวน้ำยางในกะบะ ภาชนะรองรับน้ำยางต้องสะอาด
ยางก้อนถ้วยที่ใช้กรดจับตัวจะได้ยางที่จับตัวดีอย่างสมบูรณ์ยางจะจับตัวดีกว่าไม่ใช้กรด        เมื่อจับตัวดีแล้วให้ตะแคงถ้วยยางเพื่อให้น้ำเซรุ่มไหล
ออกมาจากถ้วยยาง และจะสามารถจะจับตัวได้อีก เนื่องจากเซรุ่มมีฤทธิ์เป็นกรด   เป็นการลดปริมาณการใช้น้ำกรดในวันถัดไป หากกรีดน้ำยางด้วย
ระบบกรีด 2 วันเว้น 1 วัน ให้ลดปริมาณการใช้กรดลงครึ่งหนึ่ง   และที่สำคัญเกษตรกรจะต้องไม่ใส่ขี้เปลือกหรือสารปลอมปนใด ๆ ลงในน้ำยาง เช่น
เกลือ น้ำส้มควันไม้ น้ำหมักชีวภาพ หรือยางตาย เพราะจะทำให้คุณสมบัติของยางต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นค่าความสกปรก ความยืดหยุ่น เป็นต้น

          “เกษตรกรไม่ควรกรีดยางเกินกว่า 4 มีด    หากเกินกว่านี้น้ำยางจะหกล้น   ยางที่กรีด 6 มีด    ปริมาณเนื้อยางแห้งของยางในวันรุ่งขึ้นอยู่ที่
60 เปอร์เซ็นต์    ขณะที่พ่อค้ารับซื้อจะประเมินที่ 50 เปอร์เซ็นต์   ยิ่งกรีดถึง 8 มีด   จะถูกกดราคาให้มีปริมาณน้ำยางแห้งต่ำลง 10-15 เปอร์เซ็นต์”
คุณปรีดิ์เปรม อธิบาย

          เมื่อรวบรวมยางก้อนถ้วยสดได้ปริมาณมากพอแล้ว    นำมาวางกองบนพื้นซีเมนต์ที่สะอาด    ยางก้อนถ้วยสดหากจะนำมาผลิตเป็นยางเครพ
ทันที ค่าความยืดหยุ่นของยางจะอยู่ที่ระดับ 26-28 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติของยางแท่ง STR10 จะต้องได้ต่ำกว่า 30  แต่ถ้าบ่มทิ้งไว้นาน
เกินกว่า 30 วัน จะทำให้ค่าความยืดหยุ่นของยางเพิ่มขึ้น 5-7 หน่วย แต่ถ้าจะนำยางเครพที่ผลิตใหม่ ไปผลิตเป็นยางแท่ง ควรบ่มยางเครพไว้

ไม่น้อยกว่า 20 วัน จะสามารถเพิ่มค่าความยืดหยุ่นของยางได้เช่นกัน

การผลิตยางเครพจากยางก้อนถ้วยคุณภาพดี

          กรณีที่จะนำยางก้อนถ้วยมาผลิตเป็นยางเครพ ให้รวบรวมยางก้อนถ้วยสดในปริมาณที่มากพอ วางกองไว้บนพื้นซีเมนต์ที่สะอาด นำยางก้อน
สดน้ำหนัก 15-20 กก.   ผ่านเครื่องรีดเครพดอกหยาบที่มีน้ำหล่อเหนือลูกกลิ้งเพื่อเป็นการชะล้างสิ่งสกปรกให้หลุดออกไปได้ง่าย     และให้ยางนิ่ม
ยางเมื่อผ่านเครื่องเครพหลาย ๆ ครั้งจะสะอาดขึ้นตามลำดับ ยางที่เป็นก้อนใหญ่จะถูกบด เฉือน และผสมกันเพื่อให้ยางเป็นก้อนขนาดเล็กลง  หากมี
เศษยางตกตามพื้นให้เก็บยางผ่านเครื่องรีดให้หมด ยางที่ผ่านเครื่องรีดเครพจะคลุกเคล้าผสมกันและจับตัวติดกัน หลังจากที่ผ่านไปประมาณ 10 ครั้ง
ยางที่เป็นก้อนจะถูกบด  และรีดให้เนื้อยางมีความสม่ำเสมอมากขึ้น และจะได้แผ่นยางที่ติดกันเป็นผืนยาวประมาณ 5 เมตร  หลังจากนั้นนำยางแผ่น
ไปผ่านเครื่องรีดเครพดอกกลางหรือดอกละเอียดอีก 5-7 ครั้ง      เพื่อให้แผ่นยางมีความบางลง    ต่อจากนั้นนำยางเครพไปผึ่งให้แห้งในบริเวณที่มี
อากาศถ่ายเทสะดวก โดยใช้ระยะเวลาในการผึ่งไม่น้อยกว่า 20 วัน หากต้องการให้ยางแห้งเร็วขึ้น อาจต้องนำยางไปอบให้แห้ง

          คุณปรีดิ์เปรม กล่าวว่า ลักษณะภายนอกของยางเครพที่รีดใหม่     เนื้อมีสีขาวอมเทาเล็กน้อย ความหนาของแผ่นประมาณ 3 มิลลิเมตรโดย
เฉลี่ย มีปริมาณเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 75 เปอร์เซ็นต์      ยางเครพที่ผลิตได้นำไปผี่งให้แห้งในโรงเรือนที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกประมาณ 15-25 วันเพื่อ
รอจำหน่าย ยางที่แห้งแล้วจะมีสีเหลืองอมน้ำตาล มีปริมาณเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 95-97 เปอร์เซ็นต์ ถ้าปริมาณการผลิตเพิ่มมากขึ้นมากกว่า 3 ตันต่อวัน
ควรเพิ่มเครื่องรีด เครพชนิดดอกหยาบเพื่อความรวดเร็วในการผลิต

          คุณปรีดิ์เปรม กล่าวต่ออีกว่า เนื่องจากเกษตรกรที่ผลิตยางก้อนถ้วยถูกกดราคา 10-15 เปอร์เซ็นต์ ของราคาจำหน่าย ผลมาจากการประเมิน
ความชื้นในยางก้อนถ้วยด้วยสายตา   ยิ่งผลิตจำนวนมีดกรีดมากขึ้น เกษตรกรก็ยิ่งขาดทุนมากขึ้นด้วย   แต่หากผลิตเป็นยางเครพจะต้องลงทุนเพิ่ม
ไม่ต่ำกว่า กก.ละ 2 บาท  เมื่อจำหน่ายจะได้ราคาเพิ่มขึ้น    กก.ละไม่ต่ำกว่า 10 บาทโรงงานยางแท่งที่จะรับซื้อยางเครพจากเกษตรกรมักจะมีความ
กังวลไม่มั่นใจในคุณภาพที่อาจจะมีสารปลอมปนปะปนอยู่ในส่วนของยางเครพ

          “สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่นิยมผลิตยางก้อนถ้วยอยู่แล้ว สามารถนำมาผลิตเป็นยางเครพที่สามารถเพิ่มมูลค่า
ได้ไม่แพ้กับการทำยางแผ่นดิบ   ปัจจุบันโรงงานแปรรูปยางมีอยู่ทุกภาคของประเทศ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางก้อนถ้วยหรือยางเครพ ล้วนแต่
เป็นทางเลือกให้เกษตรกรตัดสินใจได้ไม่ยาก      ตลาดรับซื้อจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกษตรกรเลือกผลิตยางแต่ละประเภทที่จะเพิ่มมูลค่ายางที่ตนผลิต”
คุณปรีดิ์เปรม กล่าว

          หากเกษตรกรที่สนใจจะผลิตยางเครพ    สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยยางทั่วประเทศ และที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา(ศูนย์วิจัยยางสงขลา) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
โทรศัพท์ 0-7458-6725-30 ได้ทุกวันในเวลาราชการ

 

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 1090
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406