ผลิใบ รายงาน
อุดมวิทย์ ไวทยการ  กัญญรัตน์ จำปาทอง  เถลิงศักดิ์ วีระวุฒิ

ดาวอินคา พืชมหัศจรรย์ สุดยอดโภชนาการ

          ปัจจุบันกระแสความนิยมเกี่ยวกับการบริโภคอาหาร   ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่คุณค่าทางอาหารว่ามีองค์ประกอบของสารสำคัญทางโภชนาการ
อะไรบ้าง และในยุคการสื่อสารระบบ 3G   กำลังจะไปสู่ยุค 5G ทำให้การเผยแพร่ข่าวสารเป็นไปด้วยความรวดเร็ว   ข่าวเกี่ยวกับพืชที่นำเข้ามาจาก
ต่างประเทศข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากป่าอเมซอน  โดยมีการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆชักชวนให้เกษตรกรปลูก    และมีการรับซื้อผลิตผลในราคาที่จูงใจ
ทำให้เป็นที่สนใจของเกษตรกรโดยทั่วไป พืชชนิดนี้คือ ดาวอินคา

          ดาวอินคา   เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้  บริเวณป่าอะเมซอน  แถบประเทศเปรู        มีการใช้ประโยชน์มาตั้งแต่สมัยอารยธรรม
ชาวอินคา หรือเมื่อกว่า 3000 ปีที่ผ่านมา โดยนำมาประกอบอาหาร เช่น เมล็ดสุกนำมาทำซอส น้ำมัน และเมล็ดคั่วเป็นส่วนผสมของอาหารพื้นเมือง
หรือทำเป็นครีมบำรุงผิว เป็นต้น     ดาวอินคา เป็นพืชที่ผลมีรูปร่างคล้ายดาว ภายในมีเมล็ดคล้ายถั่ว  เมื่อนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย   จึงเรียกว่า
ดาวอินคา หรือ ถั่วดาวอินคา

          ดาวอินคา เป็นพืชวงศ์ Euphorbiaceae  เช่นเดียวกับ ยางพารา สบู่ดำ หรือมันสำปะหลัง  ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Plukenetia volubilis L. มีชื่อ
สามัญว่า sacha inchi, sacha peanut, mountain peanut, supua  หรือ Inca peanut  เป็นพืชอายุหลายปี        เป็นพืชเฉพาะถิ่นในป่าอะเมซอน
แถบประเทศเปรู พืชในสกุลนี้มีพบในประเทศไทยอยู่ 1 ชนิด คือ Plukenetia corniculata Sm. ส่วนชื่อไทยและการใช้ประโยชน์นั้นยังไม่มีข้อมูล

          ดาวอินคา  เป็นไม้เลื้อยอายุหลายปี  มีอายุได้นาน 10 ถึง 50 ปี ลำต้นสูง 2 เมตร  กิ่งและยอดแผ่เลื้อยพันตามกิ่งไม้หรือโครงสร้างเลื้อย
พันอื่นๆ

          ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบตรงถึงรูปหัวใจ ขอบใบจักฟันเลื่อย ใบยาว 10 – 12 ซม. กว้าง 8 – 10 ซม.
ก้านใบยาว 2 – 6 ซม.

          ดอก เริ่มออกดอกเมื่ออายุ 5 เดือนหลังจากปลูก และติดเมล็ดเมื่ออายุ 8 เดือน ดอกช่อแบบช่อกระจะ (raceme)  ดอกแยกเพศอยู่บนต้น
เดียวกัน ดอกเพศผู้ขนาดเล็ก สีขาว เรียงเป็นกระจุกตลอดความยาวช่อ ดอกเพศเมีย 2 ดอก อยู่ที่โคนช่อดอก

          ผลแบบแคปซูล เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 – 5 ซม.  มี 4 – 7 แฉก  ผลอ่อนสีเขียว  และสีจะเข้มขึ้นตามอายุ ผลแก่มีสีน้ำตาลดำ มีเนื้อนุ่มๆ สีดำ
หุ้มอยู่ซึ่งกินไม่ได้ โดยปรกติจะทิ้งให้แห้งคาต้นก่อนเก็บเกี่ยว เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วนำมาตากแดดอีก 1 วัน จึงนำผลผลิตไปจำหน่าย

          เมล็ดรูปไข่ สีน้ำตาลดำ ขนาดกว้าง 1.7 – 1.8 ซม.  ยาว 2.0 – 2.2 ซม.  เมล็ดหนัก 1.3 - 1.7 กรัม   เมล็ดแห้งที่ยังดิบอยู่ใช้บริโภคไม่ได้
แต่ถ้านำไปคั่วให้สุกแล้วจะอร่อยมาก  ต้นดาวอินคาเจริญเติบโตได้ในที่อุณหภูมิ 10 – 36 องศาเซลเซียส    ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 100 – 2000 ม.
จากระดับน้ำทะเล สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย  

การปลูก

          ขยายพันธุ์โดยเมล็ด  โดยการนำเมล็ดที่แก่แล้วมาเพาะในถุงดำ  เมื่อต้นสูงประมาณ 30 ซม.  จึงย้ายปลูก หรือหยอดเมล็ดในหลุมปลูกเลย
ก็ได้ ระยะปลูก 2 x 3 ถึง 2 x 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่  จะปลูกได้ 200 – 300 ต้น  เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ  ในพื้นที่ต่ำควรยกร่อง  ทำค้างสำหรับให้
ต้นเลื้อยพัน  โดยใช้วัสดุในพื้นที่        ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมักใช้ท่อพีวีซีเป็นเสาหลักแล้วใช้สายโทรศัพท์เก่าขึงระหว่างเสาเป็นค้างสำหรับให้ยอด
เลื้อยพัน โรคแมลงยังรบกวนน้อย   ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยอินทรีย์   โดยทั่วไปดาวอินคาสามารถให้ผลผลิต 600 – 800 กิโลกรัมต่อไร่ และให้ผลผลิต
ยาวนาน 15 – 50 ปี

การใช้ประโยชน์

          ทุกส่วนของต้นดาวอินคาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ยอดและใบอ่อน สามารถนำไปประกอบอาหารได้ เช่น นำไปผัด

          ใบของต้นดาวอินคา โดยเฉพาะใบที่ยังไม่แก่มากนำมาหั่นแล้วผึ่งแดด 1 – 2 แดด  นำไปต้มดื่มเป็นน้ำชา สามารถลดน้ำตาล และไขมันใน
เส้นเลือด หรือนำไปสกัดเป็นน้ำคลอโรฟิลล์

          ผลอ่อน นำไปประกอบอาหาร เช่น ฝานเป็นชิ้นบางๆ แล้วนำไปผัดกับยอดและใบเช่นเดียวกับผัดผักบุ้งไฟแดง หรือนำไปทำแกงเลียงก็ได้

          น้ำมันดาวอินคา  เป็นน้ำมันที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง  และเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2007   น้ำมันดาวอินคาได้รับรางวัลเหรียญทอง
จาก the AVPA Specialty Foods Commodities ดาวอินคาได้ชื่อว่าเป็น super food เนื่องจากมีกรดไขมันที่จำเป็นในปริมาณสูง น้ำมันมีกลิ่นหอม
อ่อนๆ รสไม่ขม และเมล็ดดาวอินคาก็มีการทำเป็นขนมขบเคี้ยวเนื่องจากมีโอเมก้า 3     และโปรตีนสูง เมล็ดดาวอินคามีโปรตีนถึง 27% และน้ำมัน
สูงถึง 35 – 60% ในน้ำมันมีโอเมก้า 3 สูงถึง 45 – 63% โอเมก้า 6 สูง 34 – 39% และโอเมก้า 9 สูง 6 – 10% นอกจากนี้ยังประกอบด้วยไอโอดีน
วิตามินเอ และวิตามินอี

          น้ำมันดาวอินคามีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันการแข็งตัวของเลือด ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ โรคความดัน
โลหิตสูง ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์  ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ลดน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดอาการซึมเสร้า รักษาความแข็งแรงของ
เยื่อหุ้มเซลล์ ลดการอักเสบของหลอดเลือด โรคไขข้อ รักษาโรคผิวหนัง หอบหืด ไมเกรน ต้อหิน มีสารต้านอนุมูลอิสระ ควบคุมความดันลูกตาและ
เส้นเลือด รวมทั้งควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

          น้ำมันจากเมล็ดดาวอินคา มีทั้งรูปแบบที่บรรจุแคปซูล และบรรจุขวด เป็นน้ำมันประกอบอาหาร ทำน้ำสลัด ทำผลิตภัณฑ์เสริมความงามและ
อาหารเสริมเช่น โฟมล้างหน้า สบู่ ครีมบำรุงผิว โลชั่น กากเมล็ดและเปลือก นำไปทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หรือเชื้อเพลิงอัดแท่ง   

สถานะดาวอินคาในประเทศไทย

          ได้มีบริษัทเอกชนนำดาวอินคาเข้ามาส่งเสริมการปลูกเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา       โดยเริ่มที่จังหวัดหนองคาย เนื่องจากเห็นว่ามีที่ตั้ง ภูมิศาสตร์
เส้นทางคมนาคมที่เหมาะสม และสามารถเชื่อมโยงไปสู่กลุ่มประเทศอินโดจีนได้   บริษัทได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกโดยการแจกเมล็ดพันธุ์ให้ฟรี
แล้วรับซื้อผลผลิตในราคาประกัน   ซึ่งทำให้เกษตรกรมีรายได้ระยะยาว    เพราะดาวอินคาสามารถเก็บผลผลิตได้หลังจากปลูกเพียง 7 เดือนจนถึง
40 - 50 ปี หากมีการดูแลที่เหมาะสม โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี

          จากการศึกษาของนักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่โจ้   พบว่าหลังจากปลูกเพียง 1 ปี     ดาวอินคาสามารถเจริญเติบโตได้ดี จึงได้นำไปส่งเสริม
ให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ปลูก    เช่น จังหวัดเชียงใหม่ พะเยา เชียงราย ลำปาง กำแพงเพชร เป็นต้น  สำหรับในภาคอื่นๆ   พบว่ามีหลายจังหวัด
ที่มีการปลูกดาวอินคา เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบปลูกในจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ ภาคกลาง   พบปลูกในจังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี
กาญจนบุรี และภาคตะวันออก พบปลูกในจังหวัดปราจีนบุรี และสระแก้ว เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรนำไปปลูกมากกว่า 10,000 ไร่แล้ว

          บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่จังหวัดกำแพงเพชรส่งเสริมการปลูกและรับซื้อดาวอินคาชนิดกะเทาะเปลือกแล้ว 80 บาทต่อกิโลกรัม  และแบบไม่
กะเทาะเปลือก 35 บาทต่อกิโลกรัม โดยให้เกษตรกรทำสัญญากับบริษัทอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

          สำหรับแปลงเกษตรกรที่ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมชมเป็นของผู้ใหญ่ปราโมทย์ ประดับญาติ อยู่ที่ คลอง 13 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี  ได้ทำสัญญา
ในการปลูกและขายผลผลิตกับสถาบันส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออก      โดยรับรองซื้อผลผลิตขั้นต่ำราคา 25 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งปัจจุบัน
สามารถขายได้ราคาสูงกว่าราคาขั้นต่ำ เนื่องจากเป็นพืชชนิดใหม่ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารและจัดการ ระยะปลูก ตลอดจนผลผลิตต่อต้นหรือต่อไร่
ความคุ้มทุน ปัญหาศัตรูพืช และปัญหาด้านการตลาดยังมีน้อย ซึ่งในระยะเริ่มต้นนี้ราคารับซื้อเป็นสิ่งที่ล่อตาล่อใจให้คนปลูก เพราะคนปลูกยังน้อย
ต่อไปในอนาคตถ้ามีการปลูกมากขึ้นราคาอาจจะตกต่ำได้

          ท้ายนี้ก่อนที่ผู้อ่านและเกษตรกรท่านใดสนใจจะปลูกพืชชนิดนี้  ขอให้ไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน แม้จะมีการสัญญาว่าจะรับซื้อในราคา
ประกันก็ตาม    ผู้เขียนแนะนำว่าให้พิจารณาให้รอบคอบและควรจะศึกษาข้อมูลให้ดีหรือทดลองปลูกเบื้องต้นจำนวนน้อยๆ ก่อน   ดูภาวะตลาดและ
การซื้อขายสักพักว่าควรจะปลูกอย่างจริงจังหรือไม่

ข้อมูล

Van Welzen,P.C. and K. Chayamarit.  2007. Euphorbiaceae. pp. 509 – 512. In
Santisuk, T and K. Larsen (eds.) Flora of Thailand. Volume Eight. Part
Two. The Forest Herbarium. National Park, Wildlife and Plant
Conservation Department, Bangkok.
http://en.wikipedia.org/wiki/Plukenetia_volubilis
http://www.ars-grin.gov/cgi-bin/npgs/html/taxon.pl?416787#dist
http://www.sachapure.com/content-ข้อมูลจากLABคุณสมบัติของถั่วดาวอินคา-4-2988-29576-1.html
http://www.sachapure.com/content-ประโยชน์และวิธีปลูกต้นถั่วดาวอินคา-4-2988- 29575-1.html
http://www.siamangel.net/
http://www.udon108.com/thai/showthread.php?t=281749
http://vsachainchi.blogspot.com/2013/09/blog-post.html

 

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 1090
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406