ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์


ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์
ประมาณ 94 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตข้าวโพดใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ของประเทศ และมีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี บางปีต้องมีการนำเข้า ปัจจุบันประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกเป็นข้าวโพดพันธุ์ลูกผสม ซึ่งให้ผลผลิตสูง

ปัญหาของพืช ข้อจำกัด และโอกาส
• พื้นที่ปลูกมีแนวโน้มลดลง แต่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น
• ประสิทธิภาพการผลิตต่ำเนื่องมาจากฝนทิ้งช่วง ดินเสื่อม และการปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซินช่วงต้นฤดู
• มีการระบาดของโรคและแมลงในช่วงปลายฝน
• ผลผลิตกระจุกตัวในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม
• เมล็ดพันธุ์ดีของภาคเอกชนมีราคาแพง

พันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิด
นครสวรรค์ 1
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 11 กรกฏาคม 2532
ลักษณะทางการเกษตร :
1. ผลผลิตเฉลี่ยต้นฤดูฝน 786 กิโลกรัมต่อไร่
2. ผลผลิตเฉลี่ยปลายฤดูฝน 656 กิโลกรัมต่อไร่
3. อายุเก็บเกี่ยว 10-120 วัน
4. วันออกไหม 52 วัน
5. ความสูงของต้น 196 เซ็นติเมตร
6. ความสูงของฝัก 102 เซ็นติเมตร
7. ความกว้างของใบ 3.6 เซ็นติเมตร
8. ความยาวของใบ 88 เซ็นติเมตร
9. การเป็นโรคราน้ำค้าง 7.7 เปอร์เซ็นต์
10. จำนวนต้นล้ม 5.4 เปอร์เซ็นต์
11. การหุ้มของเปลือกฝัก (1-5) คือ 1.9
12. เปอร์เซ็นต์กระเทาะ 78.7%
13. สีของซังขาวปนแดง
14. สีและชนิดของเมล็ดส้มเหลืองกึ่งหัวแข็ง
ลักษณะดีเด่น :
1. ผลผลิตสูงทั้งในสภาพการปลูกต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน คือผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ SW1(MMS)C2F2 ประมาณ 10% และเมื่อปลูกในปลายฤดูฝนจะให้ผลผลิตสูงกว่าถึง 21%
2. จะมีความสามารถในการปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อมที่ แตกต่างกัน พื้นที่แนะนำสามารถใช้แนะนำให้เกษตรกรปลูกได้ตลอดปี ในเขตปลูกข้าวโพดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในการปลูกข้าวโพด ปลายฤดูฝนให้ได้ผลผลิตสูง เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสารพิษ Aflatoxin ในข้าวโพดที่ปลูกต้นฤด

สุวรรณ 1
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : พ.ศ. 2518
ลักษณะเด่น :
ผลผลิตสูง ต้านทานโรคราน้ำค้าง
ผลผลิต :
ต้นฤดูฝน 717 กก./ไร่ ปลายฤดูฝน 543 กก./ไร่
ลักษณะประจำพันธุ์ :
ความสูงต้น 195 - 210 ซม.
อายุวันออกไหม 54-55 วัน
อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน
เมล็ดสีส้มเหลือง ชนิดหัวแข็งและซังมีสีขาว
ความต้านทานโรค :
ต้านทานโรคราน้ำค้างได้ดี
ฤดูปลูกที่เหมาะสม :
เดือนเมษายน-สิงหาคม

สุวรรณ 3 (มก.)
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 9 ธันวาคม 2530
ลักษณะดีเด่น :
ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์สุวรรณ 1 ประมาณ 9% (1,017 กิโลกรัม/ไร่) ทนทานต่อโรคราน้ำค้าง มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้สูง และไม่มีข้อจำกัดในแหล่งปลูก ข้าวโพดที่ผ่านการทดสอบ ส่วนในท้องที่ ๆ ไม่การทดสอบมาก่อนอาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง
ลักษณะทางการเกษตร :
ลักษณะเมล็ดมีสีส้มเหลือง หัวแข็ง-กิ่งหัวแข็ง ส่วนลักษณะอื่นๆ ใกล้เคียงกับสุวรรณ 1 เช่น วันออกไหม ความสูงของต้นและฝัก จำนวนฝักต่อต้น ความชื้นเมล็ดขณะเก็บเกี่ยว เป็นต้น

สุวรรณ 5 (มก.)
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 19 เมษายน 2537
ลักษณะดีเด่น :
1. ให้ผลผลิตเมล็ดสูง เฉลี่ยอยู่ในช่วง 907-945 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์สุวรรณ 1 (7%) สุวรรณ 3 (4%) และพันธุ์นครสวรรค์ 1 (16%)
2. ให้ผลผลิตน้ำหนักต้นสดและน้ำหนักแห้งสูง เหมาะในการทำเป็นพืชอาหารสัตว์
3. สามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมทั่วไป
4. มีลักษณะทางการเกษตรอื่น ๆ ที่ดี เช่น มีระบบราก และลำต้นแข็งแรง ไม่หักล้มง่าย และต้านทานโรคราน้ำค้าง และ โรคทางใบอื่น ๆ ด้วย
5. เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดไว้ใช้ทำพันธุ์ได้นาน 1-3 ชั่ว โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของนักวิชาการ
ลักษณะทางการเกษตร :
1. ผลผลิตเฉลี่ย 907-945 กิโลกรัมต่อไร่
2. อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน
3. วันออกดอก 55 วัน
4. ความสูงของต้น 192 เซนติเมตร
5. ตำแหน่งความสูงของฝัก 109 เซนติเมตร
6. การเป็นโรคราน้ำค้าง 0.41 เปอร์เซ็นต์
7. ความแข็งแรงของระบบราก 2.0 (1= ดีที่สุด, 5= ดีน้อยที่สุด)
8. จำนวนต้นหักล้ม 0.6 เปอร์เซ็นต์
9. การหุ้มของเปลือกฝัก 1.2 เปอร์เซ็นต์
10. ความต้านทานโรคทางใบ 2.3 เปอร์เซ็นต์
11. สีของซังขาว
12. สีและชนิดของเมล็ด ส้ม เหลือง หัวแข็งถึงกึ่งหัวแข็ง

ข้าวโพดพันธุ์ลูกผสม
ซีพีดีเค 888
• ความสูงต้นเฉลี่ย 210 ซม.
• ความสูงฝักเฉลี่ย 120 ซม.
• อายุออกไหม 58 วัน
• อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน
• ผลผลิต 1,000 กก./ไร่
• เปอร์เซนต์กะเทาะเมล็ดเฉลี่ย 81%
• การเป็นโรคราน้ำค้าง ไม่ต้านทาน
• การเป็นโรคราสนิม ไม่ต้านทาน

ไพโอเนียร์ 3013
• ความสูงต้นเฉลี่ย 200 ซม.
• ความสูงฝักเฉลี่ย 110 ซม.
• อายุออกไหม 54 วัน
• อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน
• ผลผลิต 1,100 กก./ไร่
• เปอร์เซนต์กะเทาะเมล็ดเฉลี่ย 81%
• การเป็นโรคราน้ำค้าง ไม่ต้านทาน
• การเป็นโรคราสนิม ไม่ต้านทาน

แปซิฟิค 983
• ความสูงต้นเฉลี่ย 190 ซม.
• ความสูงฝักเฉลี่ย 100 ซม.
• อายุออกไหม 55 วัน
• อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน
• ผลผลิต 1,100 กก./ไร่
• เปอร์เซนต์กะเทาะเมล็ดเฉลี่ย 80%
• การเป็นโรคราน้ำค้าง ไม่ต้านทาน
• การเป็นโรคราสนิม ไม่ต้านท

คาร์กิล 919
• ความสูงต้นเฉลี่ย 180 ซม.
• ความสูงฝักเฉลี่ย 100 ซม.
• อายุออกไหม 54 วัน
• อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน
• ผลผลิต 1,100 กก./ไร่
• เปอร์เซนต์กะเทาะเมล็ดเฉลี่ย 83%
• การเป็นโรคราน้ำค้าง ไม่ต้านทาน
• การเป็นโรคราสนิม ไม่ต้านทาน

เทพีวีนัส 49
• ความสูงต้นเฉลี่ย 200 ซม.
• ความสูงฝักเฉลี่ย 100 ซม.
• อายุออกไหม 53 วัน
• อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน
• ผลผลิต 1,100 กก./ไร่
• เปอร์เซนต์กะเทาะเมล็ดเฉลี่ย 80%
• การเป็นโรคราน้ำค้าง ไม่ต้านทาน
• การเป็นโรคราสนิม ไม่ต้านทาน

นครสวรรค์ 72
• ความสูงต้นเฉลี่ย 210 ซม.
• ความสูงฝักเฉลี่ย 100 ซม.
• อายุออกไหม 56 วัน
• อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน
• ผลผลิต 1,000 กก./ไร่
• เปอร์เซนต์กะเทาะเมล็ดเฉลี่ย 79%
• การเป็นโรคราน้ำค้าง ต้านทาน
• การเป็นโรคราสนิม ต้านทานปานกลาง

สุวรรณ 3851
• ความสูงต้นเฉลี่ย 200 ซม.
• ความสูงฝักเฉลี่ย 110 ซม.
• อายุออกไหม 54 วัน
• อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน
• ผลผลิต 1,000 กก./ไร่
• เปอร์เซนต์กะเทาะเมล็ดเฉลี่ย 79%
• การเป็นโรคราน้ำค้าง ต้านทาน
• การเป็นโรคราสนิม ต้านทาน

สุวรรณ 5
• ความสูงต้นเฉลี่ย 220 ซม.
• ความสูงฝักเฉลี่ย 110 ซม.
• อายุออกไหม 54 วัน
• อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน
• ผลผลิต 800 กก./ไร่
• เปอร์เซนต์กะเทาะเมล็ดเฉลี่ย 78%
• การเป็นโรคราน้ำค้าง ต้านทาน
• การเป็นโรคราสนิม ต้านทาน

นครสวรรค์ 2
เป็นพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร
• ความสูงต้นเฉลี่ย 220 ซม.
• ความสูงฝักเฉลี่ย 125 ซม.
• อายุออกไหม 55 วัน
• อายุเก็บเกี่ยว 100-120 วัน
• ผลผลิต 1,300 กก./ไร่
• เปอร์เซนต์กะเทาะเมล็ดเฉลี่ย 80%
• ต้านทานโรคราน้ำค้าง

นครสวรรค์ 72
• มีอายุถึงวันออกดอกตัวผู้และตัวเมียใกล้เคียงกัน
• อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน
• ผลผลิต 913 กก./ไร่
• ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม 300-400 กก./ไร่
• ต้านทานโรคราน้ำค้าง

ข้าวโพดพันธุ์แท้
พันธุ์แท้นครสวรรค์ 1
ประเภทพันธุ์ : ขึ้นทะเบียน
วันที่รับรอง : 2 กุมภาพันธ์ 2543
ลักษณะดีเด่น :
1. ให้ผลผลิต 610 กิโลกรัมต่อไร่
2. มีความต้านทานโรคราน้ำค้าง

พันธุ์แท้นครสวรรค์ 2
ประเภทพันธุ์ : ขึ้นทะเบียน
วันที่รับรอง : 2 กุมภาพันธ์ 2543
ลักษณะดีเด่น :
1. ให้ผลผลิต 343 กิโลกรัมต่อไร่
2. มีความต้านทานโรคราน้ำค้าง

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
• ความสูงจากระดับน้ำทะเล ไม่เกิน 1,000 เมตร
• ความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์
• ดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินร่วนทราย หรือดินเหนียว
• ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์ • มีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ไม่น้อยกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ไม่น้อยกว่า 60 ส่วนในล้านส่วน
• การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี
• ระดับหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 25 เซนติเมตร
• ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-7.0
• อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตประมาณ 25-35 องศาเซลเซียส
• ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี

การปลูก

ฤดูปลูก
ต้นฤดูฝน เดือนเมษายน-พฤษภาคม
ปลายฤดูฝนเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

การเตรียมดิน
• ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาลเจ็ด 1 ครั้ง ปรับระดับดินให้สม่ำเสมอ แล้วคราดเก็บ เศษซากราก เหง้า หัวและไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง
• วิเคราะห์ดินก่อนปลูก
ถ้าดินมีความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ก่อนเตรียมดิน ควรหว่านปูนขาว อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนทราย และอัตรา 200-400 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินเหนียว แล้วไถกลบ
ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์ ก่อนเตรียมดินให้หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินเหนียวและดินร่วนเหนียว และอัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนและดินร่วนทราย หรือหว่านพืชบำรุงดิน เช่น ถั่วเขียว อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ ถั่วแปบ อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถกลบในระยะเริ่มติดฝักหรือหลังเก็บเกี่ยวพืชบำรุงดิน

วิธีการปลูก

ปลูกด้วยแรงงาน
• ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร อัตราปลูก 8,500 ต้นต่อไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 3-4 กิโลกรัมต่อไร่
ใช้จอบขุดเป็นหลุม หรือรถไถเดินตามหรือแทรกเตอร์ติดหัวเปิดร่อง หยอดเมล็ดหลุมละ 1-2 เมล็ด กลบดินให้แน่น
• เมื่อข้าวโพดอายุประมาณ 14 วันหลังงอก ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น
ปลูกด้วยเครื่องปลูก
• ใช้รถแทรกเตอร์ลากจูงเครื่องปลูกพร้อมใส่ปุ๋ยติดท้าย ปรับให้มีระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 20 เซนติเมตร จำนวน 1 ต้นต่อหลุม หรืออัตราปลูกประมาณ 10,600 ต้นต่อไร่ ใช้เมล็ด 2-3 กิโลกรัมต่อไร่ โดยไม่ถอนแยก

การให้ปุ๋ย
• ดินเหนียวสีดำ ถ้ามีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์สูงกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 46-0-0 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน ถ้าฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่ำกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-0 อัตรา 40 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 16-20-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก และให้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน แล้วพรวนดินกลบ
• ดินเหนียวสีแดง ดินเหนียวสีน้ำตาล หรือดินร่วนเหนียวสีน้ำตาล ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 หรือ 16-16-8 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก และให้ปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 46-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน แล้วพรวนดินกลบ
• ดินร่วน หรือดินร่วนทราย ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 หรือสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก และปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน แล้วพรวนดินกลบ

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

โรคราน้ำค้าง หรือโรคใบลาย
• ระบาดรุนแรงในระยะต้นอ่อนถึงอายุประมาณ 1 เดือน ทำให้ยอดมีข้อ ต้นแคระแกร็น ใบเป็นทางสีขาว เขียวอ่อน หรือเหลืองอ่อน ไปตามความยาวของใบ
• พบผงสปอร์สีขาวเป็นจำนวนมากบริเวณใต้ใบในเวลาเช้ามืดที่มีความชื้นสูง ถ้าระบาดรุนแรงต้นจะแห้งตาย แต่ถ้าต้นอยูรอดจะไม่ออกฝักหรือติดฝักแต่ไม่มีเมล็ด
• ควรคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วย เมตาแลกซิล อัตรา 7 กรัม/เมล็ด 1 กก.

โรคราสนิม
• เกิดได้แทบทุกส่วนของต้นข้าวโพด ระยะแรกพบจุดนูน สีน้ำตาลแดง ขนาด 0.2-1.3 มิลลิเมตร ต่อมาแผลจะแตกเห็นเป็นผงสีสนิม ถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ใบแห้งตาย
• ในแหล่งที่มีโรคระบาดให้ปลูกพันธุ์ต้านทาน ได้แก่ นครสวรรค์ 72 สุวรรณ 3851 หรือสุวรรณ 5
• หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวโพดหวาน ข้าวโพดข้าวเหนียว ซึ่งอ่อนแอต่อโรค และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด เจาะเข้าทำลายส่วนยอดช่อดอกตัวผู้ และลำต้น ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต หักล้มง่าย เมื่อมีการระบาดรุนแรงจะเข้าทำลายฝัก พบการทำลายในแหล่งปลูกทั่วไป
การป้องกันกำจัด: พ่นสารไซเพอร์เมทริน (15% อีซี)10 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตรและไตรฟลูมูรอน(25% ดับบลิวพี) 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

หนอนกระทู้หอม กัดกินทุกส่วนในระยะต้นอ่อน จะทำความเสียหายรุนแรงเมื่อหนอนมีความยาวตั้งแต่ 2 เซนติเมตร หากจำเป็นให้พ่นสารนิวเคลียร์โพลีฮีโดรซิสไวรัส 20-30 มล./น้ำ 20 ลิตร และเบตาไซฟลูทริน(2.5% อีซี) 40 มล./น้ำ 20 ลิตร

มอดดิน กัดกินใบตั้งแต่เริ่มงอกถึงอายุประมาณ 14 วัน ทำให้ต้นอ่อนตาย หรือชะงักการเจริญเติบโต ต้นที่รอดตายจะเก็บเกี่ยวได้ล่าช้า ควรคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วย อิมิดาโคลพริด (70% ดับบลิวเอส) 5 กรัม/เมล็ด 1 กก./น้ำ 20 ลิตร

สัตว์ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

หนู ทำลายตั้งแต่เริ่มเป็นฝักอ่อนจนถึงเก็บเกี่ยว สกุลหนูพุกกัดโคนต้นให้ล้มแล้วกัดกินฝัก สกุลหนูท้องขาว ได้แก่ หนูบ้านท้องขาว หนูนาใหญ่ หนูนาเล็ก และสกุลหนูหริ่งปีนกัดแทะฝักบนต้น การป้องกันกำจัด: หากทำความเสียหายอย่างรุนแรงให้ใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน คือ ใช้กรงดักหรือกับดัก ร่วมกับการใช้เหยื่อพิษ

วัชพืชที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
• ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7-10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัวและไหล ของวัชพืชข้ามปี ออกจากแปลง
• กำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูกด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกล เมื่อข้าวโพดอายุ 20 - 25 วัน ก่อนให้ปุ๋ย
• ในกรณีที่กำจัดวัชพืชด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกลไม่มีประสิทธิภาพ เพียงพอ ควรใช้สารกำจัดวัชพืช

การเก็บเกี่ยว
• เก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดแก่จัด หรือแห้งหมดทั้งแปลงแล้ว 7 วัน เมล็ดจะมีความชื้นประมาณ 23 เปอร์เซ็นต์
• ถ้าต้องการใช้พื้นที่ปลูกพืชอื่นตามข้าวโพด ควรเก็บเกี่ยวเมื่อใบข้าวโพด เปลี่ยนเป็นสีฟางข้าวทั้งแปลง เมล็ดจะมีความชื้นประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์
• ไม่ควรเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังฝนตก เพราะเมล็ดจะมีความชื้นสูง
ควรปล่อยให้ฝักและต้นข้าวโพดแห้งก่อน

วิธีการเก็บเกี่ยว
• ใช้ไม้หรือเหล็กแหลมแทงปลายฝัก ปอกเปลือก แล้วหักฝักข้าวโพด ใส่กระสอบ นำไปเทกองรวมไว้ในยุ้งฉาง หรือ ใช้เครื่องเก็บเกี่ยว
แบบปลิดฝักต่อพ่วงกับรถแทรกเตอร์ขนาด 60-80 แรงม้า เครื่องจะปลิดและรูดเปลือกหุ้มฝักข้าวโพดออก บรรจุกระสอบโดยอัตโนมัติ หรือใช้เครื่องเก็บเกี่ยวแบบเกี่ยวนวดอัตโนมัติ เครื่องจะเก็บรูดฝักข้าวโพด กะเทาะ และทำความสะอาดคัดแยกเมล็ดดีเก็บในถังจนเต็ม นำใส ่รถบรรทุกส่งขายพ่อค้า

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
ระดับเกษตรกร
• ตากฝักข้าวโพดบนลานซีเมนต์ที่แห้งและสะอาด มีแสงแดดจัด 2-3 วัน เพื่อให้ฝักข้าวโพดมีความชื้นในเมล็ดต่ำกว่า 23 เปอร์เซ็นต์
• ฝักข้าวโพดที่มีความชื้นในเมล็ดต่ำกว่า 23 เปอร์เซ็นต์ จะปลอดภัยจากการปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซิน หรือพบในปริมาณน้อยกว่า 50 ส่วนในพันล้านส่วน(ระดับที่พระราชบัญญัติ ควบคุมอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525 กำหนดให้เมล็ดข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ มีปริมาณสารอะฟลาทอกซินได้ ไม่เกิน 100 ส่วนในพันล้านส่วน)
• ควรเก็บฝักข้าวโพดไว้ในยุ้งฉางที่มีหลังคาและถ่ายเทอากาศได้ดี
ระดับพ่อค้าท้องถิ่น
• ควรกะเทาะฝักข้าวโพดที่มีความชื้นในเมล็ดต่ำกว่า 26 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเครื่องกะเทาะที่มีความเร็วรอบ 8 – 12 รอบต่อวินาที
• หลังการกะเทาะแล้ว ต้องลดความชื้นเมล็ดข้าวโพดให้เหลือประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ โดยการตากเมล็ดบนลานซีเมนต์ที่แห้งและสะอาด มีแสงแดดจัด 1-2 วัน และควรทำการกลับเมล็ดทุกครึ่งชั่วโมง
• หากไม่สามารถลดความชื้นของเมล็ดข้าวโพดให้อยู่ในระดับ 15 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากฝนตก และเมล็ดข้าวโพดมีความชื้นอยู่ระหว่าง 18-30 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถชะลอการเน่าเสียและการปนเปื้อนของสาร อะฟลาทอกซินได้ประมาณ 10 วัน โดยต้องปฏิบัติ ดังนี้
- นำเมล็ดข้าวโพดมากองไว้ในที่ร่ม และใช้ผ้าพลาสติกใส หนา 0.1 มิลลิเมตร คลุมและทับชายพลาสติกรอบกอง ด้วยถุงทรายหรือ ม้วนกระสอบป่าน แล้วรมด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อัตรา 0.5 กิโลกรัมต่อเมล็ด 1,000 กิโลกรัม หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นหรือเครื่องดูดอากาศ ดูดอากาศจากภายในกองออก แล้วรมด้วยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ อัตรา 0.3 กิโลกรัมต่อเมล็ด 1,000 กิโลกรัม
- หลังจากนั้นต้องนำเมล็ดข้าวโพดไปลดความชื้นให้เหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1-2 วัน

การขนส่ง
• บรรจุเมล็ดข้าวโพดในกระสอบป่านที่สะอาด เย็บปากถุงด้วยเชือกฟาง
• รถบรรทุกต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณข้าวโพด
• ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดินหรือสัตว์ มูลสัตว์ ปุ๋ยเคมี หรือสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพราะอาจจะมีการปนเปื้อนของ เชื้อโรคและสารเคมี ยกเว้นจะมีการทำความสะอาดอย่างเหมาะสม ก่อนนำมาบรรทุกข้าวโพด
• กรณีขนส่งเมล็ดข้าวโพดในฤดูฝน ต้องมีผ้าใบคลุม เพื่อป้องกันไม่ให้ เมล็ดข้าวโพดดูดความชื้นจากภายนอก ซึ่งจะทำให้เกิดเชื้อราและมีการ ปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซินได้ง่าย

การแปรรูป

• สบู่ขัดผิวข้าวโพด
เมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ผลิตได้ นอกจากจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ แล้ว เกษตรกรยังสามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อเสริมรายได้ให้แก่ ครอบครัวได้โดยตรง เช่น การนำข้าวโพดมาทำเป็นสบู่ขัดผิว ในปัจจุบัน กระแสของผู้บริโภคที่กลับมานิยมใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมีเพิ่มขึ้น
ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ ได้เล็งเห็นความเป็นไปได้ในการนำเมล็ดข้าวโพด เลี้ยงสัตว์มาแปรรูปเป็นส่วนผสมในการทำสบู่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เป็นที่ รู้จักแพร่หลายภายในประเทศ
จึงเป็นโอกาสดีในการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แปลกแตกต่างไปจากสบู่ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด รวมทั้งยังเป็นการใช้วัตถุดิบข้าวโพดที่มีอยู่ย่างมากมายให้เกิดประโยชน์อีกด้วย
สบู่ข้าวโพดได้จากการทำปฏิกิริยาระหว่างน้ำมันพืชกับน้ำด่างโซดาไฟ ผลของปฏิกิริยานอกจากจะได้สบู่แล้วยังเกิดกลีเซอรีนซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และมีส่วนผสมที่สำคัญคือเมล็ดข้าวโพดที่บดละเอียด ผสมลงไปในเนื้อสบู่ในอัตราที่เหมาะสมทำให้สบู่มีเนื้อสากขึ้น มีคุณสมบัติใน การขัดผิว กำจัดสิ่งอุดตันรูขุมขน ดูดซับความมันเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมัน สำหรับสูตรที่ได้คิดค้นนี้ยังได้ผสมงาบด ซึ่งเมล็ดงามีวิตามินอีช่วยชะลอ ผิวเหี่ยวย่น นอกจากนี้ยังได้เพิ่มกลีเซอรีนและวิตามินอีเพื่อให้ความชุ่มชื้น และถนอมผิวมากยิ่งขึ้น
สบู่ข้าวโพดสามารถทำได้ในครัวเรือน เป็นสบู่ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ แตกต่างจากสบู่ที่จำหน่ายในท้องตลาดซึ่งผลิตในระบบอุตสาหกรรมไม่มีการใส่สารเพิ่มฟอง สี หรือสารกันบูด ที่อาจระคายเคืองต่อผิว จึงเหมาะสำหรับผุ้ที่มักมีผิวแพ้ง่าย และจะใส่เฉพาะสารเคมีบางชนิดที่จำเป็นเท่านั้น ได้แก่ น้ำหอม เนื่องจากผุ้ใช้ โดยทั่วไปมักติดในกลิ่นของสบู่ที่จะต้องหอม แต่สบู่ที่ไดจากปฏิกิริยา โดยตรงนั้นจะมีกลิ่นเฉพาะตัวที่ผู้ใช้ทั่วไปมักไม่ชอบ อย่างไรก็ตามจะเห็น ได้ว่าวัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นวัตถุดิบธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ การใช้สบู่ชนิดนี้ จึงเท่ากับเป็นการรักษาสภาพแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี ใช้ทรัพยากร ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยังสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตอีกด้วย